โครงการสื่อสารความรู้เพื่อสันติภาพชายแดนใต้

โครงการสื่อสารความรู้เพื่อสันติภาพชายแดนใต้

โครงการสื่อสารความรู้เพื่อสันติภาพชายแดนใต้ มุ่งไปที่การสื่อสารความรู้และความพยายามเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้เห็นช่องทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างความหวังต่อการสร้างสันติภาพให้กับภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะคนในที่ต้องเผชิญอยู่กับความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการนำเสนอของสื่อในปัจจุบันมักนำเสนอแต่ข่าวความรุนแรงและการสูญเสีย แต่มองไม่เห็นช่องทางหรือความหวังในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ปัญหาและที่มา โครงการสื่อสารความรู้เพื่อสันติภาพชายแดนใต้ มุ่งไปที่การสื่อสารความรู้และความพยายามเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้เห็นช่องทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างความหวังต่อการสร้างสันติภาพให้กับภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะคนในที่ต้องเผชิญอยู่กับความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการนำเสนอของสื่อในปัจจุบันมักนำเสนอแต่ข่าวความรุนแรงและการสูญเสีย แต่มองไม่เห็นช่องทางหรือความหวังในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี สถานะและความสำเร็จในปัจจุบัน โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (Deep South Journalism School: DSJ) ก่อตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2553 เป็นโครงการภายใต้ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มีภารกิจหลัก 2 ประการ คือ การจัดอบรมนักข่าวรุ่นใหม่ซึ่งเป็นคนในจังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้การประสานงานของเครือข่ายสื่อประชาสังคมชายแดนใต้ และการผลิตข่าวในประเด็นยุทธศาสตร์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สำหรับการฝึกอบรมนักข่าวรุ่นใหม่นั้น ได้ดำเนินการไปแล้วหลายรุ่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้อบรมไปแล้วรวมกว่า 90 คน หลายคนได้นำความรู้และประสบการที่ได้ไปดำเนินการต่อ เช่น มีการเปิดสำนักข่าวใหม่ รวมทั้งการเขียนงานมานำเสนอเป็นระยะๆ ส่วนการผลิตข่าวในประเด็นยุทธศาสตร์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มี 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.ความยุติธรรม ซึ่งรวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการสูญเสียและผลกระทบตามมากอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอยู่ในพื้นที่ด้วย ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมไปละเมิดสิทธิประชาชน ซึ่งยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังและกลายเป็นเงื่อนไขของความรุนแรงต่อไปไม่รู้จบ […]

ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์- ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์- ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ในประเทศไทย มีพันธกิจหลักในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลง และมีความเชื่อร่วมกันว่า การสร้างผู้นำที่ดีที่สุดคือการพัฒนาภาวะผู้นำผ่านงานการสอน การให้โอกาสคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง และเห็นความสำคัญในการทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมไทย เป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่จะนำประสบการณ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้องเรียนเป็นรากฐานสำคัญในการเป็นผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อไปในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ปัญหาและที่มา  ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในเชิงระบบรวมถึงโครงสร้างทางสังคม โดยปัจจัยที่มีส่วนต่อปัญหาดังกล่าวมากที่สุดเกิดจากปัจจัยเชิงระบบ เช่น การประเมินผลการเรียนไม่สอดคล้องกับผลสำเร็จของนักเรียน การจัดสรรเวลาเรียนให้กับวิชาหลักเพียง 8% แต่ใช้เวลาในห้องเรียนยาวนานกว่าประเทศอื่นๆ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและค่าครองชีพมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เยาวชนที่มีรายได้น้อยจำเป็นต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว นำไปสู่โอกาสการทำงานและคุณภาพชีวิตที่จำกัด รวมถึงค่านิยมที่ฝังรากลึก เช่น การที่พบว่าเยาวชนส่วนใหญ่ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้เนื่องจากมองไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา รวมถึงทัศนคติที่มีต่อวิชาชีพครู ซึ่งเป็นผลให้ขาดบุคลากรที่ศักยภาพสูงในภาคการศึกษา ทางแก้ปัญหา ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ เชื่อว่าหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือการเริ่มต้นจากทรัพยากรที่มีศักยภาพสูง ผู้ที่ตระหนักในปัญหาและมีความเป็นผู้นำ ซึ่งพร้อมจะแปรศักยภาพของตนเองมาสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาของประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสร้าง “เครือข่ายผู้นำ” ที่เข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน โรงเรียน และในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม โดยมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบใน 2 ระดับ คือ ผลกระทบระยะสั้นผ่านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน และผลกระทบระยะยาวผ่านเครือข่ายศษย์เก่าผู้นำการเปลี่ยนแปลง วิธีการทำงาน คัดเลือกบุคคลที่มีศักยภาพสูง ที่นอกจากจะมีผลการเรียนที่ดีแล้ว ยังต้องประกอบด้วยคุณสมบัติความเป็นผู้นำ 8 ด้าน ได้แก่ ความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสาร การวางแผนบริหารจัดการ การคิดแบบมีวิจารณญาณ  ความอ่อนน้อมถ่อมตนและเข้าใจผู้อื่น  ความมุ่งมั่นอดทนและไม่ย่อท้อ  ความเข้าใจตนเอง  และความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ขององค์กร ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่การสอน พวกเขาจะได้รับการอบรมเตรียมความพร้อมเป็นระยะเวลา 6-8 สัปดาห์ และได้รับการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำตลอดระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาสังคมอย่างลึกซึ้ง และมีจิตใต้สำนึกและตระหนักถึงความสำคัญและความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาการศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่การสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครูเป็นเวลา 2 ปี […]

โตไปไม่โกง

โตไปไม่โกง

โครงการอบรมครู เพื่อไปปลูกฝังเยาวชนให้มีค่านิยมความดี 5 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสาธารณะ รักความเป็นธรรมทางสังคมกระทำ…อย่างรับผิดชอบ และเป็นอยู่อย่างพอเพียง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาและที่มา การทุจริตคอร์รัปชันถือเป็นปัญหาที่ทำลายสังคมไทยอย่างรุนแรงและฝังรากลึก เป็นปัญหาที่สะท้อนวิกฤติการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคม ในขณะที่ทัศนคติของเยาวชนต่อพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการทุจริต ซึ่งสะท้อนผ่าน “ผลวิจัยคนไทยมอนิเตอร์ 2557เสียงเยาวชนไทย (Youth Today)” ซึ่งสำรวจเยาวชน4,000 คน อายุ 15-24 ปีทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 81เคยลอกข้อสอบหรือให้เพื่อนลอก และส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ผิดมาก และร้อยละ 18 เคยให้เงินตำรวจเพื่อหลีกเลี่ยงใบสั่ง อย่างไรก็ดี ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2557 ประเทศไทยได้อันดับที่ 85 จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 12 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านับเป็นผลมาจากการที่หลายภาคส่วนได้พยายามมีส่วนร่วมที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศ เช่นเดียวกับที่โครงการนี้มุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติให้ประชาชนมีความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ความเป็นธรรม และมีจิตสาธารณะ ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างสังคมที่ปลอดจากการคอร์รัปชัน และต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ทางแก้ปัญหา ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม จิตสำนึก […]

กิจการเพื่อสังคม a-chieve

กิจการเพื่อสังคม a-chieve

กิจการเพื่อสังคม a-chieve ต้องการเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เด็กมัธยมได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการรู้จักและเข้าใจตนเอง ทำความรู้จักกับอาชีพรอบตัว โดยทีมงานได้ทำการเชื่อมโยงเด็กมัธยมที่ต้องการค้นหาคำตอบหรือมีข้อสงสัยเข้ากับพี่ต้นแบบอาชีพที่เป็นคนทำงานในสายอาชีพต่างๆ ผ่านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้เด็กมัธยมเข้าใจเนื้อหาหรือวิธีการคิดง่ายขึ้นและสามารถนำกลับไปใช้ได้ด้วยตนเอง ปัญหาและที่มา ในช่วงระดับมัธยมศึกษาเด็กมัธยมจำเป็นต้องตัดสินใจเรื่องเส้นทางการเรียนโดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาชีพและโลกการทำงานรอบตัวเลย นำมาซึ่งปัญหาการขาดแรงจูงใจในการเรียน การไม่มีความสุขในการเรียน การขาดความตั้งใจในการเรียนและการพัฒนาตนเอง ทำให้ประเทศชาติสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีความตั้งใจ มีความเคารพในอาชีพที่ทำ ละทิ้งศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นอกจากนี้ยังมีผลต่อสังคมในด้านอื่นๆ ที่เกิดจากการที่เด็กตัดสินใจเลือกสายอาชีพโดยมีข้อมูลไม่สมบูรณ์ทำให้เลือกแค่บางสายอาชีพ เลือกตามผู้ปกครอง เลือกตามเงิน เลือกตามกระแสสังคม ทำให้สังคมขาดความหลากหลายทางอาชีพ เกิดการล้นเกินในตลาดแรงงานบางสายงานและขาดแคลนมากๆ ในบางสายงาน สาเหตุของปัญหามาจากการที่เด็กๆ ขาดข้อมูลสำหรับช่วยในการตัดสินใจ เห็นตัวเลือกในการประกอบอาชีพน้อยเกินไป ขาดประสบการณ์ในการเรียนรู้เพื่อทำความรู้จักตนเองและรู้จักอาชีพรอบตัว ทำให้เด็กๆ มองไม่เห็นถึงเส้นทางและโอกาสในอนาคต ทางแก้ปัญหา สร้างให้เกิดกระบวนการแนะแนวอาชีพขึ้นมาในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนให้เด็กมัธยมเข้าถึงการเรียนรู้เรื่องแนะแนวอาชีพและค้นพบอาชีพที่อยากจะทำก่อนที่จะทำการตัดสินใจเลือกสายการเรียน (ในช่วงม.3 และ ม.6) กิจกรรมที่ a-chieve ดำเนินการอยู่มีหลายรูปแบบ อาทิเช่น กิจกรรม a-chieve shadow: โตแล้วไปไหน? ที่เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบ job shadow คือ การส่งเด็กมัธยมเข้าไปสังเกตการในที่ทำงานของอาชีพที่พวกเขาสนใจเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์, กิจกรรม openworld: เปิดโลกสายอาชีพที่เป็นการบรรยายข้อมูลอาชีพของพี่ต้นแบบจากสายอาชีพต่างๆ, กิจกรรม talk ชิด with พี่ต้นแบบอาชีพ ที่เป็นวงพูดคุยขนาดเล็กเพื่อ ถาม ตอบ ระยะประชิดระหว่างเด็กมัธยมกับพี่ต้นแบบอาชีพ, เทศกาลแนะแนวอาชีพ ฟักฝันเฟส เทศกาลสำหรับการรู้จักตนเองและเรียนรู้อาชีพรอบตัวของเด็กมัธยมทั่วประเทศ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมของ a-chieve ได้จาก www.a-chieve.org) วิธีการทำงาน ในแต่ละกิจกรรมเราจะทำการประสานงานกับพี่ต้นแบบอาชีพเพื่อเชิญพี่ต้นแบบมาเป็นอาสาสมัครในการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับอาชีพ ความรู้และทัศนคติในการประกอบอาชีพในรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละกิจกรรม เช่น นั่งคุย ถาม […]

โครงการร้านคุณตาคุณยาย For Oldy

โครงการร้านคุณตาคุณยาย For Oldy

ร้านคุณตาคุณยาย เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มคนจิตอาสาที่มีความตั้งใจให้ผู้สูงอายุเป็นผู้มีความสุขอย่างแท้จริงในสังคมโดยเล็งเห็นว่า อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญเมื่อเริ่มสูงวัยและสภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ประกอบกับผู้สูงอายุจำนวนมากที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวและมีรายได้น้อยจึงเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ได้น้อยทำให้มีการดำเนินชีวิตประจำวันที่ยากลำบาก ร้านคุณตาคุณยายจึงจัดให้มีบริการอุปกรณ์เครื่องใช้มือสองเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยหรือยากจนได้มีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องใช้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาและที่มา ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนและสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 6.8 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 14.9 ในปี 2557(สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2557) และคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2564 คือ ประชากรสูงอายุจะมีถึง 1 ใน 5 และกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในอีก 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2578) โดยประมาณการว่าจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2556) แต่ในขณะเดียวกันประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ขาดการเตรียมความพร้อมสำหรับการดำรงชีพยามชราภาพ อุปกรณ์เครื่องใช้เป็นสิ่งจำเป็นที่คู่กับผู้สูงอายุเมื่อสูงวัยและร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ประกอบปัจจุบันสังคมไทยมีการยอมรับการใช้สิ่งของที่ใช้แล้ว(มือสอง) มากขึ้น ซึ่งทำให้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งลดการใช้ทรัพยากรและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม การจัดให้มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้ของผู้สูงอายุ จะทำให้ผู้สูงอายุและครอบครัวมีทางเลือก ประหยัดเวลาในการจัดหา และได้สิ่งของที่ต้องการใช้อย่างรวดเร็ว ทางแก้ปัญหา การบริการอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับผู้สูงอายุมือสองในเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุรายได้น้อยหรือยากจนโอกาสได้เข้าถึงอุปกรณ์ได้ง่าย ลดความเครียด ความกังวล ใจและภาระของผู้สูงอายุและครอบครัว […]

โครงการ HandUp Network

โครงการ HandUp Network

HandUp Network เครือข่าย Pro Bono Volunteer ตัวกลางเชื่อมโยงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจที่ต้องการพัฒนาตนเองผ่านการเรียนรู้มิติเชิงสังคม กับองค์กรภาคสังคมที่ต้องการเพิ่มศักยภาพให้องค์กรของตนเองเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยอาสาสมัครจะได้ใช้ทักษะความถนัดของตนช่วยพัฒนาองค์กรภาคสังคมให้ทำงานแก้ไขปัญหาทางสังคมนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมากไปกว่าผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการทำงาน บุคคลจากภาคเอกชนและภาคสังคมได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ดีต่อกัน เป็นการเรียนรู้ข้ามสายงานที่พัฒนาภายในตนเองสืบไป ปัญหาและที่มา ปัจจุบันองค์กรภาคสังคมต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน เเละสถานการณ์ทางสังคมที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาทางสังคมจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ ความร่วมมือระหว่างหลายองค์กรและการปรับตัวอย่างมากเพื่อให้เท่าทันกับปัญหาในยุคสมัยปัจจุบัน หลายต่อหลายองค์กรในภาคสังคมไม่สามารถว่าจ้างบุคลากรที่มีทักษะได้ตรงตามที่ต้องการ รวมไปถึงงบประมาณในการพัฒนาบุคลากรของตนเองนั้นก็มีอย่างจำกัด (หรือบางองค์กรแทบไม่มีงบประมาณนส่วนนี้เลย) ทำให้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหานั้นนับวันจะยิ่งตอบสนองต่อปัญหาได้ลดลง ทางแก้ปัญหา เชื่อมต่อบุคคล (อาสาสมัคร) ที่พร้อมเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคมทั้งในระดับบุคคลเเละระดับองค์กร การพัฒนาโครงการอาสาสมัคร อาสาถนัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรภาคสังคม” (Capacity Building) ที่สนุก และมีความท้าท้าย เราเชื่อว่าหากอาสาสมัครได้ทำงานอาสาที่ตอบโจทย์ พัฒนาความสามารถ อาสาสมัครได้ลองใช้ความสามารถของเขาอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือสังคม  วิธีการทำงาน การเข้าไปศึกษาความเป็นองค์กรนั้น ๆ ด้วยความร่วมมือกับทีมร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ มูลนิธิเพื่อคนไทย G-Lab และกลุ่ม Thai Young Philanthropist Netowork(TYPN) โดยได้พัฒนากระบวนการทำงานตั้งแต่ชุดคำถามเพื่อทำความเข้าใจองค์กร คิดและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาองค์กรและกิจกรรมต่างๆร่วมกัน จนกระทั่งศึกษาความเป็นไปได้ หลังจากนั้นจึงนำมาออกแบบเป็นโครงการอาสาถนัด Pro Bono Volunteer ที่มีความน่าสนใจ […]

โครงการ Peace Please

โครงการ Peace Please

จากปัญหาความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนที่ส่งผลผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต และจำนวนมากกลายเป็นเด็กกำพร้า โครงการ Peace Please มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง ปัญหาและที่มา เด็กคืออนาคตของชาติ  ที่ชายแดนใต้ นับเวลาย้อนไป9 ปีที่ผ่านมา  มีจำนวนเด็กและเยาวชน บาดเจ็บ 431 คนและเสียชีวิต 86 คน  รวม 510 คน มีเด็กกำพร้ามากกว่า 5,000  คน  ไม่นับเด็ก เยาวชน ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวไม่ปลอดภัย  ส่งผลต่อสุขภาพจิต  ความมั่นคงในอนาคต  เรามักจะพูดว่าเด็กคืออนาคตของชาติ  แต่ที่นี่ยังไม่มีกระบวนการเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน  เป็นพื้นที่ ที่ปลอดความรุนแรง เป็นพื้นที่ ที่มีกระบวนการสร้างความเข้าใจ การมีส่วนร่วม และพร้อมประกาศเป็นพื้นที่ โรงเรียน ชุมชน ปลอดภัย  เด็กลูกเหรียง (เด็กที่สูญเสียผู้ปกครอง ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมฯ) พูดเสมอว่า การเยียวยาโดยการให้เงิน เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า  แต่การให้เครื่องมือ  การสร้างความรู้ให้พวกเขา  จะสามารถช่วยให้เขามีชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่าเป็นความรู้สึกร่วมของเด็ก เยาวชน  ในพื้นที่ทุกคนที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย  ที่จะสามารถสร้างความอุ่นใจ และได้รับการคุ้มครอง ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ที่ว่าด้วยการปกป้องคุ้มครอง  โครงการนี้ จึงมุ่งเน้น การสร้างโมเดลพื้นที่ปลอดภัย โดยสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดโมเดลพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง   ทางแก้ปัญหา สร้างความรู้เรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัย  สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดมาตรการการป้องกันในพื้นที่ปลอดภัย โดยเด็ก เยาวชน ผู้หญิง ผู้ใหญ่ในชุมชน ผู้นำชุมชน ครู เจ้าหน้าที่ความมั่นคง หน่วยงานที่รับผิดชอบ  พร้อมมีการเซ็นบันทึกข้อตกลงร่วมกัน  และประกาศต่อสาธารณะ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน  โดยมีคณะทำงานสนับสนุนความรู้  เครื่องมือ   เพื่อประเมินผล  และส่งเสริมความร่วมมือในอนาคต ใน 8 พื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนรอบๆโรงเรียนประถมศึกษา 4 โรงเรียน และโรงเรียนมัธยมศึกษา 4 โรงเรียน วิธีการทำงาน จัดประชุมคณะทำงาน  และที่ปรึกษาด้านองค์ความรู้กระบวนการสร้างหลักสูตร และออกแบบพื้นที่ Peace Please   เพื่อพัฒนากิจกรรมการมีส่วนร่วมและจัดการความขัดแย้งในเด็กและเยาวชน อบรมคณะทำงานประจำโรงเรียนเครือข่าย ประกอบด้วย ครู 2 คน นักเรียนหญิง 2 คน นักเรียนชาย 2 คน ผู้นำชุมชน 1 คน จนท.ความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่ละ 1 คน ปลัดประจำตำบล 1 คน   ผ่านกระบวนการในหลักสูตร  พร้อมคู่มือการจัดการความขัดแย้งในเด็กและเยาวชน โดยทุกคนสามารถปรับ เพิ่มเติมข้อมูลให้สมบูรณ์ เพื่อความเข้าใจในการนำไปใช้ในพื้นที่จริง  พร้อมวางแผนการทำงาน แต่ละพื้นที่ดำเนินการสร้างเวทีวิเคราะห์ปัญหา  แนวทางแก้ไข และพัฒนาข้อตกลงร่วมกัน โดยมีคณะทำงานติดตามสนับสนุน อย่างต่อเนื่อง จัดประชุมครู คณะทำงาน เพื่อวัดผล ปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ถอดบทเรียน  เพื่อนำไปสู่การขยายผลในปีที่ 2 […]

โครงการ Food4Good

โครงการ Food4Good

โครงการFood4Good จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ด้วยความตั้งใจดี เพื่อเป็นกลไกสร้างความร่วมมือของเครือข่ายร้านอาหารในประเทศไทยให้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคม ช่วยเหลือเด็กไทยที่ขาดแคลนให้ได้รับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเหล่านั้นเติบโตอย่างสมวัย โดยร้านอาหารที่เข้าร่วม ยินดีบริจาคเงินจำนวน 10 บาทต่อจาน เมื่อลูกค้าเลือกสั่งเมนูที่ร่วม Food4Good นอกจากลูกค้า / ผู้บริโภคจะได้รับประทานอาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและโภชนาการจากทางร้านแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีของร้านอาหาร พนักงานร้าน และลูกค้า ทั้งนี้ ทำได้ง่าย ผ่านทางช่องทางการรับประทานอาหารประจำวัน ปัญหาและที่มา องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เปิดเผยว่า 1 ใ น 8 ของประชากรโลกเป็นผู้หิวโหย อดอยาก นอกจากนี้ องค์กรยูนิเชฟยังระบุว่าทั่วโลกมีเด็กปฐมวัย 200 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาสติปัญญา อันเนื่องมาจาก 4 ปัจจัย คือ 1.ภาวะทุพโภชนาการ 2.การขาดสารไอโอดีน 3.โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และ 4.ขาดการเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่กระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม ปี 2013 FAO ได้สำรวจภาวะการขาดแคลนอาหารของคนไทย พบว่า คนไทย 5.8 % ขาด สารอาหาร […]