สวมหมวกให้ภูเขาสวมรองเท้าให้ตีนดอย

สิ่งแวดล้อม, ฐานทรัพยากร
1078660_1693945337554970_35123056327942239_o

เกี่ยวกับโครงการ

โครงการสวมหมวกให้ภูเขาสวมรองเท้าให้ตีนดอย  เป้าหมายปรับกระบวนการคิดเกษตรกรจากการพึ่งพืชเชิงเดี่ยว(ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)ที่ส่งผลให้เกิดภูเขาหัวโล้น  มาเป็น เกษตรเชิงปราณีต  อย่างมีระบบ  เพื่อลดการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ

ปัญหาและที่มา (Why)

การบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อทำไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อป่าธรรมชาติและทำให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างมากในแต่ละปี จังหวัดน่านที่ถูกมองว่าเป็นผู้กระทำให้เกิดปัญหาภูเขาหัวโล้น หรือการบุกรุกพื้นที่ป่าจนนำไปสู่การเกิดเขาหัวโล้น สาเหตุเพราะสภาพพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่ของประชากรจังหวัดน่าน เป็นที่สูงราดชัน ที่ราบลุ่มเหมาะสมกับการทำการเกษตรกรรมมีน้อยจึงเกิดเป็นข้อจำกัดในเรื่องของทำการเกษตรในพื้นที่ราบจึงจำเป็นต้องพึ่งพาพื้นที่สูงหรือบนภูเขา  การพัฒนาความร่วมมือของคนจังหวัดน่านที่ผ่านมา ได้เห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มองค์กรทุกภาคส่วน ได้เห็นการเชื่อมโยง ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่หลากหลาย เห็นความตั้งใจในการที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้กับประชาชนด้วยวิธีการในรูปแบบต่างๆ อยู่มากมาย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ  เวลาและสถานการณ์จริง ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าจะมีสักกี่คน  กี่พื้นที่ และกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดคนในจังหวัดน่านได้  การที่ จะเปลี่ยนแปลง กระบวนการคิดหันมาทำเกษตร ผสมผสานหรือเกษตรทางเลือกอื่นๆได้  อาจจะเป็นเพราะ  1.เป็นความเคยชินต่อการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา  2. การเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรทางเลือกอื่นเห็นผลรายได้ช้า 3.ความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องต้องการผลผลิตที่รวดเร็วเร่งด่วนเพื่อจะเปลี่ยนผลผลิตให้เกิดเป็นเงินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันให้ทันต่อความต้องการในการศึกษาของบุตรธิดา ความต้องการด้านหนี้สินที่กู้จาก สถาบันการเงิน  ทั้งนอกและในระบบ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ที่ไม่สามารถออกจากวงจรการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ส่งผลกระทบให้คนจังหวัดน่านทั้งจังหวัดได้ตามที่ต้องการ  และ เมื่อทุกคนมองว่าปัญหาเกิดจากคนในพื้นที่ๆเริ่มเป็นโจทย์ที่เป็นต้นเหตุปัญหา  ว่าเป็นผู้ทำลายป่าต้นน้ำ  มูลนิธิส่งเสริมวัดโป่งคำในฐานะที่เป็นผู้อยู่กับป่าต้นน้ำที่รับทราบปัญหามาโดยตลอด และเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น  คำถามถูกตั้งขึ้นว่าแนวทางแก้ปัญหาที่ผ่านมาอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ การแก้ไขปัญหาอาจจะไม่ถูกจุด  จึงทำให้ไม่เกิดผลไปตามที่คาดหวังได้ อำเภอสันติสุขเป็นอีกเป็นอีกเขตปกครองหนึ่งของจังหวัดน่าน อยู่ห่างจากเองไปทางทิศตะวัน  ออกประมาณ  30 กม.  มีเขตการปกครอง ประมาณ  3 ตำบล  คือ  1ตำบลดู่พงษ์  2 ตำบลป่าแลวหลวง  3 ตำบลพงษ์  อาชีพส่วนใหญ่ของประชากรคือ  การเกษตร ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงชันเช่นเดียวกัน  อยู่บนเขาซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ภายใต้นโยบายการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกพื้นเชิงเดี่ยวของรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัยจึงทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้  ถูกบุกรุกแผ้วถาง ปลูกพืชเชิงเดี่ยว  โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ในปี2543  มีจำนวนทั้งหมด350,000 ไร่  จนมาถึงปี  2555   ป่าไม้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นป่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวน 1,300,000  ไร่ จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ,  สังคม,  วัฒนธรรม ตลอดจนถึงวิถีการดำรงชีพของคนในชุมชน

ทางแก้ปัญหา (How)

ในปี 2549 ศูนย์ส่งเสริมเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความยังยืน จึงมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาภูเขาไร้ป่า ซึ่งที่จริงจะต้องมีองค์ประกอบ ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน  และในที่สุดกรอบแนวคิดในการแก้ไขปัญหา  เหล่านี้ได้ถูกนำขึ้นมาพูดคุยบ่อยๆ ร่วมกับภาคีต่างๆในจังหวัดน่านโดยเฉพาะ ทางมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้วัดโป่งคำโดยการนำของพระครูสุจิณนันทกิจ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้วัดโป่งคำในฐานะที่เป็นองค์กรที่ใช้บทบาทพระสงฆ์นำหลักธรรมคำสอนมาปรับใช้ในการพัฒนาเพื่อการปรับทัศนคติคนในพื้นที่โดยใช้แนวคิดที่ให้ชุมชนเป็นตัวตั้ง ใช้หลักคำสอนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว เกิดแนวคิดที่จะใช้     ธรรมเป็นฐาน งานเป็นทุน  บุญเป็นเป้าหมาย   จึงได้มีการทบทวนสิ่งที่เกิดกับคณะกรรมการมูลนิธิฯ  และได้มองเห็นแนวทางในการเข้ามามีบทบาทที่จะกระตุ้นกระบวนการคิด   ให้กับประชากรโดยเริ่มต้นจากการคัดเลือกสมาชิกที่มีความพร้อมและมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรแล้วหรือแกนนำเกษตรที่สนใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองด้านกระบวนการคิด บนฐานเศรษฐกิจชุมชนพึ่งเกษตรทางเลือกหรือที่เรียกว่าเกษตรเชิงปราณีต พระอาจารย์ต้องการให้เกษตรกรเหล่านี้ได้เติบโตด้วยตนเองและพร้อมที่จะเป็นนักจัดการชุมชนด้านกระบวนการทางความคิดจนเกิดเป็นองค์ความรู้และมีการวางแผนการการดำเนินงานที่ชัดเจนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้ และ จนสามารถพึ่งตนเองบนฐานเศรษฐกิจชุมชนที่เกิดจากจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองที่แท้จริงและเพื่อจะได้นำองค์ความรู้ไปขยายผลต่อไป

พระอาจารย์หรือพระครูสุจิณนันทกิจ ได้ใช้กรอบกระบวนการที่ง่ายๆเพื่อให้คนในชุมชนได้เข้าใจง่ายๆ คือการเริ่มจากปรับกระบวนการคิดศึกษา จนได้องค์ความรู้  นำสู่การวางแผนการปฏิบัติ  จนเกิดการพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด    
ความรู้

ความคิด

พึ่งตนเอง

การวางแผน

พระครูสุจิณนันทกิจได้ขยายคำนิยามดังนี้ 1 .ความคิดเป็นการแก้ปัญหาถ้าคนขาดหลักคิดจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะใช้อำนาจรัฐเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถนำสู่การแก้ไขปัญหาได้จะต้องคิดถึงตนเองคนอื่นคิดถึงความจริง  คิดถึงความยังยืน 2.ความรู้  สภาวะรู้เป็นเรื่องของความเข้าใจ และอาศัยความรู้ที่เป็นหลักวิชาการอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องอาศัยองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานในการแก้ไขปัญหา 3 .การวางแผน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการแก้ไขปัญหาแต่ต้องเป็นการวางแผนแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชนจะต้องเป็นหลักในการทำแผนเพราะ มันบ่งบอกถึงการสร้างบ้านแปลงเมืองให้ตนเองอยู่อาศัย 4 .ต้องมีเป้าหมายคือการพึ่งตนเอง  คุณภาพชีวิตที่ยังยืนคือ การสามารถพึ่งตนเองได้ ถ้าชุมชนไม่ลุกขึ้นมาร่วมกันเรียนรู้การใช้สิทธ์ตามรัฐธรรมนูญเพื่อเข้าถึงทรัพยากร  และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่หน่วยงานราชการเข้ามาช่วยเหลือแต่ฝ่ายเดียว  ชาวบ้านถึงจะพึ่งพาตนเองได้  เกษตรกรจะพึ่งพาตนเองได้อย่างยิ่งจะต้องสร้างบรรทัดฐานให้สมดุลกับความเป็นจริง  เช่น ดินดี  น้ำดี  คนดี ตลาดรองรับดี ดินดี  หมายถึงต้องทำพื้นที่ทำกินให้นิ่ง  ให้ชัดเจน ต้องรับรองสิทธ์ในที่ทำกิน ให้เกษตรกรชาวบ้านไปใช้อยู่ในฐานนะผู้บุกรุกป่าสงวนหรืออุทยานและต้องปรับ ที่ให้เหมาะสมกับการทำเกษตรแบบประณีตคือได้กินได้ แบ่งปัน  ได้ขาย น้ำดีหมายถึงชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม  เช่น ป่าต้นน้ำ ระบบเหมืองฝายของชุมชน อย่าง เช่น   น้ำท่อส่งน้ำเข้าถึงแปลงเกษตรอย่างทั่วถึง    ปรับที่บนดอย เกษตรกรให้หันมาปลูกพืชอายุสั้น  ใช้น้ำน้อย ให้ผลผลิตดี เป็นพันธุกรรมพืชพื้นถิ่น คนดี  หมายถึงการมีระเบียบวินัย  เคารพสิทธิ์ของคนอื่นทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือแม้แต่เกษตรกร จะต้องมีเป้าหมายชีวิตร่วมคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ยังยืน  มีความคิดที่จะใช้ธรรมเป็นฐาน  งานเป็นทุน บุญคือเป้าหมาย จุดเริ่มต้น   การปรับเปลี่ยนความคิดของคนพระอาจารย์ต้องอาศัยเวลา  ใช้หลักของการรับฟังปัญหาของชาวบ้าน  ชวนชาวบ้านในการพูดคุย การช่วยเปิดเวทีให้พวกเขาได้มีเวทีแลกเปลี่ยน จากนั้นก็นำปัญหามาวิเคราะห์  หาทางออก คิดวางแผนอย่างแยบยลจนมองเห็นทิศทางออก  โดยครั้งแรกท่านเริ่มจากตัวท่านโดยการทำแปลงต้นแบบให้เห็นเริ่มจากจุดเล็กๆพื้นที่เดียวคือเริ่มจากฐานตนเอง  ที่ศูนย์เรียนรู้ในมูลนิธิฯสร้างแปลงต้นแบบขึ้นมาโดยให้จิตอาสาที่อยู่ที่มูลนิธิประมาณ 4-5  คน เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ ตามแนวคิดของพระพระครูสุจิณนันทกิจ  เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ,ประธานมูลนิธิฯ ท่านตั้งปนิธานว่าก่อนจะสอนคนอื่นตนเองต้องสอนตนเองสร้างพื้นที่ตนเองให้ได้ก่อน เมื่อลงมือจนเกิดศูนย์เรียนรู้ต้นแบบให้คนในชุมชนได้เห็น เริ่มมีคนที่สนใจเข้ามาศึกษาจึงได้มีแนวคิดที่จะขยายผล ได้ซักชวนคนที่สนใจเริ่มแรกได้  3 คนได้ประสานภาคีเครือข่ายมามาร่วมให้ความรู้  ความเข้าใจ จนถึงปี  2555 เพิ่มอีก3 รวมเป็น  6 รายที่หันมาปรับเปลี่ยนแนวคิด การทำเกษตรเชิงประณีต จนเกิดเป็นศูนย์เรียนรู้จนเป็นรูปธรรม ตรงนี้ทำให้ลดพื้นที่การปลูกข้าวโพด  53 ไร่ แต่ใช้ พื้นที่ทำเกษตรประณีต 6 คน เพียง  51 ไร่  จนถึงปัจจุบันพื้นที่ต้นแบบ 6 พื้นที่ ได้มีผุ้ที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ดูแนวคิด  แนวทางการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา  องค์กรหน่วยงานทั้งภาครัฐ  เอกชน องค์กรด้านศาสนา ทั้งภายในและนอกประเทศ  และปัจจุบันได้มีคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองได้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการขณะนี้ 62  รายซึ่งตรงนี้คือจุดเริ่มต้นที่อยากจะคิดทำโครงการสวมหมวกให้ภูเขาสวมรองเท้าให้ตีนดอย  โดยออกแบบกระบวนการเป็นเชิงหลักสูตรการปรับวิธีคิดเชิงปฏิบัติจริงจนเกิดผลรับที่เป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องและขยายผลได้ และ สามารถให้เกิดตัวชี้วัดได้ ว่าเป็นทางออกหนึ่งของเกษตรกรจังหวัดน่าน  เมื่อสามารถปรับฐานคิดคนเหล่านี้ได้จะทำให้เกิดพื้นที่ป่าที่หลุดจากการแผ้วถางเพื่อทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ถึง  1,353  ไร่โดยประมาณจาก กลุ่มสนใจ  62 รายที่ครอบครองทำไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในปัจจุบันแต่จะเกิดพื้นที่เกษตรผสมผสมผสานเชิงปราณีต     อยู่ที่ประมาณ  511 ไร่

ตารางตัวอย่างเกษตรกรต้นแบบ  5 ราย

ลำดับที่ ชื่อ   สกุล จำนวนพื้นที่ ชนิดพืช/สัตว์ รายได้/ปี
ไร่ ตรว.
1 นายทิล    บังเมฆ -เริ่มต้น 3 --ปัจจุบัน  11 - ไผ่ แฝง  คน้า  องุ่น มะละกอ กล้วย ผักกูด ฝักทองไก่  วัว หมู ผักสวนครัว 20,000
2 นายอนุศิลป์  อินต๊ะพันธ์ 20 - ไก่  วัว หมู  กล้วย ผักกูด ข้าว ไผ่  ยางพารา ปลาข้าวดอย  ปลา  เห็ด ผักสวนครัว 200,000
3. นายบุญหลวย บังเมฆ 8 - ไก่  วัว หมู  กล้วย ผักกูด ข้าว ไผ่  ยางพารา ปลา กระหล่ำปี ผักกาดขาว เห็ด  ผักสวนครัว 160,000
4 นายเลิศ  บังเมฆ 9 - ไก่  วัว หมู แฝง  กล้วย ผักกูด ข้าว ไผ่  ยางพารา ปลา กระหล่ำปี  ผักกาดขาว  ผักสวนครัว 150,000
5 นายสนั่น  ปิงยศ 9 ไผ่ แฝง  คน้า  องุ่น มะละกอ กล้วย ผักกูด ฝักทองไก่  วัว หมู 150,000
6 นายสมคิด  อิทิรักษ์ 5 ไก่  วัว หมู  กล้วย ผักกูด ข้าว ไผ่  ยางพารา ปลา กระหล่ำปี ผักกาดขาว เห็ด ปลา 150,000

 

 

วิธีการทำงาน

1. เดือนแรกการค้นหา/รับสมัครแกนนำต้นแบบที่มีพื้นที่เป็นของตนเองเป็นพื้นที่คิดหรือริเริ่มทำเกษตรผสมผสานหรือเกษตรเชิงปราณีตประมาณ70 คน ได้เข้ามาปรับกระบวนการคิด

2. จัดเวทีworkshop (เชิงปฎิบัติการจริง)  โดยออกแบบ กระบวนการปรับฐานคิดสู่การเป็นนักบริหารจัดการพื้นที่ด้านเกษตรทางเลือกหรือเกษตรเชิงประณีตและสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดกำลังใจในการสานต่อกิจกรรมของตนเอง ให้เกิดความต่อเนื่องและยังยืนและการขยายผล  โดยใช้เวลาปรับกระบวนการคิด ประมาณ  3 วัน ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงเพื่อสร้างแปลงตนเองภายใน  6 เดือน แต่ละ เดือนจะต้องมีการติดตาม (พี่เลี้ยงติดตามลงเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเกษตรกรเดือนละ  2 ครั้ง)ประเมินผลและรายงานผลอย่างต่อเนือง   เมื่อผ่านการจัดเวทีครั้งที่1.  นำสู่การถอดบทเรียน และสรุปบทเรียนเพื่อปรับฐานทิศทางที่เหมาะสม ถูกต้อง จะได้นำสู่กระบวนการขั้นที่สองร่วมกันเพื่อนำสู่การวางแนวทาการพัฒนาขั้นต่อไป

3.จัดเวที  workshop(เชิงปฎิบัติการจริง)   รอบที่  2 อีก  3 วันการยกระดับการพัฒนาองค์ความรู้ของแกนนำ/พร้อมรายงานความก้าวหน้า(รอบที่1) 70 คน เพื่อเตรียมพร้อมเป็นพื้นที่เรียนรู้ฐานเศรษฐกิจชุมชน(การออกแบบสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต) ลงมือปฏิบัติจริงในแปลงตนเองเพื่อแปรรูปผลผลิต 1 เดือน แต่ละเดือนจะต้องมีการติดตาม(พี่เลี้ยงลงเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเกษตรกร สัปดาห์ละครั้ง หรืออาจมากกว่า/สรุป และถอดบทเรียนร่วมกันเพื่อนำสู่การวางแนวทางการพัฒนาขั้นตอนต่อไป 4.จัดเวที  workshop(เชิงปฎิบัติการจริง)   รอบที่  3 อีก 3วัน ศึกษากลไกลตลาด-เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย  ให้กับกลุ่มแกนนำ เพื่อฝึกการเรียนรู้การ เป็นผู้ประกอบการมือใหม่/พร้อมรายงานความก้าวหน้า(รอบที่2) ลงพื้นที่ทดลองบริหารจัดการระบบตลาด  จริง  1 เดือน  จัดทำฐานข้อมูลผลผลิตของตนเองเส้นทางการจำหน่าย (พี่เลี้ยงลงเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเกษตรกรเดือนละ  2 ครั้ง/สรุปและถอดบทเรียนร่วมกันเพื่อนำสู่การวางแนวทางการแก้ไขขั้นต่อไป 5.จัดเวที Workshop(เชิงปฎิบัติการจริง)   รอบที่  4 อีก 2 วัน เวทีเตรียมความพร้อมในการ เปิดพื้นที่เรียนรู้จัดทำเส้นทางเกษตรกรต้นแบบพื้นที่เรียนรู้ ประชาสัมพันธ์ผู้สนใจเรียนรู้ในพื้นที่จริงพร้อมรายงานความก้าวหน้ารอบที่  3  (พี่เลี้ยงลงเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเกษตรกรเดือนละ  2 ครั้ง/สรุปและถอดบทเรียน ร่วมกันเพื่อนำสู่การวางแนวทางการแก้ไขขั้นต่อไป 6.จัดมหกรรมเปิดตัวพื้นที่เรียนรู้โชว์ผลงานและเผ่ยแพร่องค์ความรู้เรื่องเกษตรปราณีตต่อสาธารณชน   เวทีเสวนา “ทางรอดของเกษตรกรบนเส้นทางเกษตรปราณีต”     ระดับจังหวัด 7. กิจกรรมการรายงานและติดตามความก้าวหน้าพัฒนาการแกนนำต้นแบบ  ทุกวันที่ 1 และ  15 ของเดือน (พี่เลี้ยงลงติดตามเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเกษตรกรเดือนละ  2 ครั้ง/สรุป และถอดบทเรียนร่วมกันเพื่อนำสู่การวางแนวทางการแก้ไขขั้นต่อไป

สถานะและความสำเร็จในปัจจุบัน

เกษตรกรแกนนำอำเภอสันติสุขประมาณ  50 คนและเกษตรกรอำเภอรอบนอกอีก  สองพื้นที่ คืออำเภอนาน้อย10 คน  และ อำเภอสองแคว 10 คน ที่เป็นพื้นที่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองและมีพื้นที่เป็นของตนเอง ที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือริเริ่มทำเกษตรผสมผสานเชิงปราณีต ได้เข้ามาปรับกระบวนการคิด  โดยออกแบบ กระบวนการปรับฐานคิดสู่การเป็นนักบริหารจัดการชุมชนด้านเกษตรทางเลือกหรือเกษตรเชิงประณีตและสร้างแรงจูงใจเพื่อให้บุคคลเหล่านี้เกิดกำลังใจในการสานต่อกิจกรรมของตนเองเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยังยืนและเมื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ได้พัฒนาตนเองทางด้านความคิด การวางแผน  การบริหารจัดการ  และการเชื่อมโยงภาคี  กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้จะได้นำสิ่งที่ได้กลับไปการขยายผลในพื้นที่ต่อไป

 

เป้าหมายของโครงการในช่วง 1 ปี ข้างหน้า

  • เกิด แกนนำเกษตรกรที่ต้องการออกจากวงจรการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  70 คน ที่ได้ปรับกระบวนการคิดจนนำสู่การพัฒนาตนเอง
  • เกิดพื้นที่แปลงเกษตรเชิงประณีต แทนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างน้อย  210-300  ไร่
  • ได้พื้นที่ ที่พัฒนา ดิน น้ำ ปุ๋ย อย่างเป็นระบบ  /  ขั้นตอน แทนพื้นที่ภูเขาหัวโล้น
  • เกิดพื้นที่เรียนรู้ที่ยังยืนมั่นคงเป็นฐานเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้ด้วยตนเอง 70 พื้นที่
  • ลดพื้นที่บุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้อย่างน้อย ประมาณ 1,353  ไร่

เป้าหมายของโครงการในช่วง 3 ปี ข้างหน้า

-พื้นที่เกษตรกรต้นแบบที่เกิดขึ้นในพื้นที่  70 พื้นที่  .ใน  1 พื้นที่สามารถให้ความรู้กับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชม/และเรียนรู้  อย่างน้อย พื้นที่ละ  100 . คน  ถ้า  70  พื้นที่ = 7000  คน ภายในปีที่2.  คาดว่าจะเกิดกลุ่มผู้ที่สนในเรียนรู้มาศึกษาเรียนรู้ในแปลงเกษตรตันแบบและนำแนวเกษตรปราณีตไปปรับใช้จริงอย่างน้อย   7000. คน ภายใน  3  ปี คาดว่าจะเกิดกลุ่มผู้ที่สนใจเรียนรู้ในแปลงเกษตรต้นแบบ ทั้ง 70 พื้นที่ และ นำเกษตรปราณีตไปปรับใช้จริงอย่างน้อย     20,000. คน  (กระจายทุกดำเภอในจังหวัดน่าน) เกิดพื้นที่เรียนรู้ในทุกอำเภออย่างน้อยอำเภอละ  1 หมู่บ้านที่เป็นต้นแบบเศรษฐกิจบนฐานเกษตรเชิงปราณีตในระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม เช่น  ดินดี  น้ำดี คนดีและมีตลาดรองรับผลลิตอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายระยะยาวที่โครงการนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม

เกิดพื้นที่เรียนรู้ที่สามารถนำสู่การพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ  เช่น ด้านการเงิน คือ - เมื่อเกิดพื้นที่เกษตรกรตันแบบสามารถที่จะ สร้างรายได้หลักให้กับพื้นที่ในระดับครัวเรือน   ต่อ วัน/ สัปดาห์/เดือน  จนเกิดเป็นการออม หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ - จัดตั้งกองทุน ระดมเงินทุนจากแหล่งเงินทุนต่างๆ (กองทุนสวัสดิการ) - จัดผ้าป่าผลผลิต ระดมผลผลิตจากชาวบ้านนำมารวมกันจำหน่ายเพื่อนำเงินเข้ากองทุนสวัสดิการ

ความสำเร็จของโครงการและวิธีวัดผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

  1.ผลลัพท์ทางสังคม 1.1 แกนนำต้นแบบลงมือในแปลงตนเองเพื่อ  ปฏิบัติจริงแบบเข้มข้น จำนวนไม่ต่ำกว่า 70 คน 1.2 เกิดเกษตรกรต้นแบบในการพึ่งตนเองโดยการผลิตอาหารผสมผสานรูปแบบเกษตรเชิงปราณีตเพื่อการบริโภคที่ปลอดสารพิษ/ปลอดภัยจำนวนอย่างน้อย 70 พื้นที่ ในจังหวัดน่าน 1.3  เกิดเกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี  มีกิน มีใช้  เกิดการแบ่งปันและ  เกิดรายได้ และยังยืน 1.4 สร้างวิทยากรบรรยายและถ่ายทอดองค์ความรู้ได้ จำนวนไม่ต่ำกว่า 50 ใน 70  คน 1.5  เกิดโครงสร้างเกษตรกรต้นแบบ มีกิจกรรมทำร่วมกันแบบภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง 2.ผลลัพท์ทางสิ่งแวดล้อม 2.1 ลดพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/เพิ่มพื้นที่ป่า 2.2 เกิดการบริหารจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับการทำเกษตรเชิงประณีต 2.3 ทรัพยากรป่าไม้กลับเข้าสู่ระบบนิเวศน์ที่ดีขึ้น เพราะ  การบุกรุงแผ้วถางลดลง  การพึ่งพาสารเคมีของเกษตรกรลดลง

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านคนอย่างไรบ้าง

   ด้านความรู้ เช่น พัฒนาศักยภาพพี่เลี้ยงพื้นที่เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถเป็นระยะๆเพื่อนำความรู้มาขยายสู่เกษตรกรในชุมชนท้องถิ่นต่อไป

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านเครือข่ายภาคีอย่างไรบ้าง

 

สร้างความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาคีเครือข่ายต่างๆในจังหวัดและชาวบ้านในชุมชน ให้เป็นภาคีร่วมในการ
  • จัดทำระบบฐานข้อมูลเกษตรกรแกนนำต้นแบบ/พื้นที่แปลงเกษตร/ข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร
  • แผนที่โครงสร้างเส้นทางพื้นที่เกษตรเชิงวิถีต้นแบบ
  • เป็นองค์กรต้นแบบที่ดีผลิตบุคลากรที่มีจิตอาสาเพื่อสร้างพลังจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดีตลอดไป

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้อย่างไรบ้าง

     

ภายในระยะเวลา 3 ปี (2559 – 2562) จะเกิดเกษตรกรต้นแบบที่มีพื้นที่พร้อมเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้จริงรวมกันอย่างน้อย  60 พื้นที่ จาก  70 พื้นที่ เพื่อให้ภาคีเครือข่ายประชาชนในชุมชนพึ่งพากันอย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบการเรียนรู้ขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆและมีข้อมูลพัฒนาการของแต่ละพื้นที่

 

โครงการมีความต้องการการสนับสนุนด้านเเหล่งทุนอย่างไรบ้าง

งบที่ต้องการ    7,114,050  บาท

รายละเอียด

งบประมาณ

1. งบบริหารโครงการ

1.1 งบบุคลากร

      1) ผู้ประสานงานโครงการ/วิทยากรกระบวนการ1 คน 13,000 บาท

      2) เจ้าหน้าที่ภาคสนาม/วิทยากรกระบวนการ 3 คน12,000 บาท

      3) เจ้าหน้าที่บัญชี/วิทยากรกระบวนการ  10,000 บาท

                                     รวม

 

 

468,000    บาท

1296,000  บาท

360,000    บาท

1,800,000  บาท

1.2 ค่าสาธารณูปโภค

     1) ค่าวัสดุ อุปกรณ์สำนักงาน 3,000 บาท  (36 เดือน)

     2) ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงประสานงาน/ลงพื้นที่  3,000 บาท  (36 เดือน)

     3) ค่าโทรศัพท์ โทรสารและไปรษณีย์ 2,000 บาท  (36  เดือน)

    4) ค่าใช้จ่ายสำนักงาน ค่าน้ำ-ค่าไฟ    4,000  (36  เดือน)

 

108,000    บาท

108,000    บาท

72,000     บาท

144,000    บาท

    5)  ค่าอาหาร/อาหารว่างลงพื้นที่ ติดตามโครงการ 5 คน 5,000  บาท    (36  เดือน)

180,000    บาท

    6)ตรวจสอบบัญชี

                               รวม

 2.‘งบดำเนินกิจกรรม

      กิจกรรมที่  2.1.     ประชุมสร้างความเข้าใจกับคณะกรรมการ/ที่ปรึกษา

      กิจกรรมที่ 2.2      ประชาสัมพันธ์โครงการและสร้างการมีส่วนร่วมกับพื้นที่โครงการ 

     กิจกรรมที่. 2.3.    ค้นหา/รับสมัครแกนนำต้นแบบ

      กิจกรรม    2. 4.   จัดเวที อบรม(เชิงปฎิบัติการจริง (ครั้งที่  1 )

      กิจกรรมที่  2.5.  ช่วงระยะเวลา  6 เดือน/บทบาทพี่เลี้ยง

          -สนับสนุนพัฒนาพื้นที่แปลงเกษตร/จัดระบบน้ำ/เมล็ดพันธ์/ปุ๋ย (อินทรีย์

      กิจกรรม    2.6 การจัดเวที อบรม(เชิงปฎิบัติการจริง (ครั้งที่  2

     กิจกรรมที่  2.7.   จัดเวที อบรม(เชิงปฎิบัติการจริง (ครั้งที่  3)

     กิจรรมที่    2. 8.    จัดเวที อบรม (เชิงปฎิบัติการจริง (ครั้งที่  4)

     กิจกรรมที่  2.9.  ประชุมคณะกรรมการ/คณะทำงาน/ภาคีเครือข่าย

     กิจกรรมที่  2.10. จัดมหกรรมเปิดตัวพื้นที่เรียนรู้/เผยแพร่

     กิจกรรมที่  2.11.  ถอดบทเรียนสรุปโครงการ

                                      รวม

 

30,000      บาท

 615,000  บาท

 

20,400     บาท

13,750      บาท

11,100      บาท

99,800      บาท

3,547,500 บาท

 

103,950   บาท

172,400   บาท

17,240     บาท

213700    บาท

315,680    บาท

21,370      บาท

4,699,050 บาท

                                     รวมงบประมาณโครงการ

7,114,050  บาท

 

รายละเอียดองค์กรที่รับผิดชอบโครงการ

    

  • ส่งเสริม สนับสนุน ให้องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการออกแบบทั้งภาควิชาการกระบวนการคิดและแนวทางการลงมือปฏิบัติจริงแก่เกษตรกร จนเกิดเป็นรูประธรรม
  • ส่งเสริม สนับสนุนประสานความร่วมมือกับทุกองค์กร เพื่อให้รู้จักการวางแผนการดำเนินชีวิตร่วมกันบนฐานวิถีพอเพียง
  • ส่งเสริม สนับสนุนออกแบบหลักสุตรกระบวนการและกิจกรรมเพื่อการหาทางออกร่วมกัน
  • จัดทำสื่อและสิ่งพิมพ์ ในการเผยแพร่กระบวนการและผลลัพท์ของโครงการ
  • ดำเนินการร่วมมือกับองค์กรภาคท้องที่ท้องถิ่นและภาคีอื่นๆเพื่อความอยู่รอดของชุมชน
  • เฝ้าติดตามรายงานความก้าวหน้าและประเมินผลการดำเนินงานเป็นระยะๆเพื่อให้เกิดผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและสามารถวัดผลเชิงประจักษ์ได้
  • ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใดโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดและทัศนคติคนในชุมชนได้หันมาใส่ใจเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการปรับเปลี่ยนเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรวิถีในเชิงปราณีตเพื่อจะได้ไม่บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป

เจ้าของโครงการ

นางเอื้อมพร จันอ้น
มูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน(วัดโป่งคำ)
มูลนิธิ

ข้อมูลติดต่อ

Aueampon_jim@hotmail.com
091-1396918 054-767289
https://th-th.facebook.com/pongkum2532
facebook: Pongkum Foundation -มูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ

สนับสนุนโครงการนี้

ชื่อ-นามสกุล

เบอร์ติดต่อ

อีเมล

องค์กร/หน่วยงาน

คุณต้องการสนับสนุนเรื่องใด?

 คน/ความรู้ เครือข่าย เงิน/ทรัพยากร

รายละเอียดการสนับสนุน