เครือข่ายเมืองหาดใหญ่รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สังคมสุขภาวะ
1

เกี่ยวกับโครงการ

โครงการ “เครือข่ายเมืองหาดใหญ่รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ต่อยอดจากงานเครือข่ายเมืองในเอเซียเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื่อมประสานการทำงานกับภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับไปหนุนเสริมการทำงานของภาครัฐ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาดำเนินการกับหน่วยงาน องค์กร ภาคท้องถิ่น ภาคเอกชนและภาคประชาชน เริ่มด้วยการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศศึกษาระบบเมืองเพื่อให้กลุ่มเสี่ยงปรับตัวและรับมือ โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัย “เตือนภัยด้วยตนเอง”และนำไปสู่การขยายผลในระดับลุ่มน้ำ

ปัญหาและที่มา (Why)

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากทำให้เกิดอุทกภัย อุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบด้านสุขภาพ ภาวะร้อนแล้ง ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีความรู้และข้อมูลที่จำเป็นได้แก่ ปริมาณน้ำ แนวโน้มการเกิดหรือไม่เกิดอุทกภัย ช่วงเวลาของการเกิดภัย ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก ไม่ได้เชื่อมโยงการทำงานให้เกิดเอกภาพ และทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในการทำงาน

ทางแก้ปัญหา (How)

ขยายตัวแบบ “หาดใหญ่โมเดล” ซึ่งเชื่อมโยงงานการทำแผนรับมืออุทกภัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับชุมชน บูรณาการงานด้านการรับมืออุทกภัยในช่วงก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัยและหลังเกิดภัยโดยเน้นมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง “เตือนภัยด้วยตนเอง”ผ่านเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบ CCTV ใน www.hatyaicityclimate.org/แอบพลิเคชั่น/วิทยุสมัครเล่น/line สร้างเครือข่ายเตือนภัย/กู้ภัยระดับลุ่มน้ำ และส่งเสริมการเลิกใช้สารเคมีในการผลิต ส่งเสริมสวนผักคนเมือง การลดมลภาวะจากชยะและน้ำเสีย การใช้พลังงานทดแทน

วิธีการทำงาน

1.เสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐ ท้องถิ่น วิชาการ เอกชน และประชาชน พัฒนากลไกวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ระดับจังหวัด ประสานกับระดับเมืองบนฐานภูมินิเวศลุ่มน้ำอู่ตะเภา และเชื่อมโยงระบบสื่อสารทั้งภาพ(CCTV, www.hatyaicityclimate.org )และเสียง(วิทยุเครื่องแดง/ดำ)กลุ่ม lineกับชุมชน ภคเอกชน สถานศึกษา และกลุ่มเสี่ยง ให้เชื่อมประสานเป็นเครือข่ายเพื่อการเตือนภัย มีแผนรับมือก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา 2.เชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่เสี่ยงภัยด้วยการจัดทำผังน้ำเพื่อระบุตำแหน่งรวมน้ำที่สำคัญ นำมาสู่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรประจำจุดเตือนภัย และพัฒนาอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเตือนภัย กู้ภัย และฟื้นฟู 3.พัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อการเตือนภัยให้กับประชาชนทั่วไป 4.พัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเสี่ยง ด้วยการลดการใช้สารเคมีด้วยแนวคิดเกษตรอินทรีย์/สวนผักคนเมือง ลดมลภาวะจากขยะ พัฒนาแหล่งน้ำระดับชุมชน และพลังงงานทดแทน 5.จัดตั้งกองทุน ACCCRN เพื่อการพึ่งตนเองและระดมทุนจากภาคเอกชน

สถานะและความสำเร็จในปัจจุบัน

• 2553 ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยการสนับสนุนของมูลนิธิรอกกีเฟลเลอร์กำหนดยุทธศาสตร์การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมืองหาดใหญ่ • 2554 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯ สำนักงานชลประทาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สนง.ทรัพยากรน้ำภาค 8 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แก่ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองคอหงศ์ เทศบาลตำบลพะตง มูลนิธิชุมชนสงขลา และหอการค้าจังหวัดสงขลา จัดทำโครงการนำร่องเสริมศักยภาพกลุ่มเสี่ยงและบูรณาการงานเตือนภัยอุทกภัยด้วระบบ cctv ใน www.hatyaicityclimate.org • 2555-58 ขยายผลการดำเนินงานด้วยการจัดทำแผนในระดับชุมชนในพื้นที่เสี่ยงของอำเภอหาดใหญ่อีก 10 แห่ง /มีการพัฒนา Floodmodel/การศึกษาการขยายตัวของเมืองเพื่อชี้ทิศทางการพัฒนาเมือง/การทำหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนของเทศบาลนครหาดใหญ่/การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในกลุ่มเสี่ยงด้วยการทำเกษตรเมือง/การทำแผนรับมืออุทกภัยกับภาคธุรกิจ ได้รับงบจากกลุ่มจังหวัดขยายผลการดำเนินงานไปในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา/ภูมี/นาทวี จ.สงขลา และลุ่มน้ำมำบังจ.สตูล ผลที่ได้ ทำให้เกิดการพัฒนาระบบการเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ลดข่าวลือ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย (สถิติในช่วงเกิดอุทกภัยต่อวันมีประชาชนจำนวน 100,000-120,000 คนเข้าดูข้อมูล www.hatyaicityclimate.org) มีการพัฒนาระบบการเตือนภัยผ่านช่องทางต่างๆที่หลากหลาย เข้าถึงประชาชนแทบทุกกลุ่มอาชีพ เช่น การใช้ธงสี การใช้กลุ่ม line การใช้รถแห่ SMS เกิดระบบบ้านพี่เลี้ยงสำหรับรองรับผู้ประสบภัย เกิดหลักสูตรท้องถิ่น เกิดแหล่งเรียนรู้สำหรับการรับมืออุทกภัยรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกิจกรรมสวนผักคนเมือง

เป้าหมายของโครงการในช่วง 1 ปี ข้างหน้า

1.ขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา คาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์คือ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตลอดลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาจำนวน 200,000 คน ด้วยแนวทางดังนี้ -ติดตั้ง CCTV ในจุดรวมน้ำสำคัญเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุม -จัดทำแอพพลิเคชั่นการเตือนภัยอุทกภัยผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการเตือนภัยล่วงหน้าในระดับลุ่มน้ำในเรื่องปริมาณน้ำฝนและเส้นทางจราจร -การเสริมความรู้ความเข้าใจและซักซ้อมแนวปฎิบัติของเครือข่ายผู้ปฎิบัติระดับลุ่มน้ำ -การให้ความรู้ประชาชนถึงช่องทางของการเตือนภัยการช่วยเหลือและลักษณะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ -การขยายผลสวนผักคนเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปในหลายชุมชน 2.จัดตั้งกองทุน ACCCRN เพื่อระดมเงินและความช่วยเหลือเพื่อการพึ่งตนเอง

เป้าหมายของโครงการในช่วง 3 ปี ข้างหน้า

ขยายผลในเชิงคุณภาพไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำอื่นๆของจังหวัดสงขลาที่ได้ดำเนินการนำร่องไปแล้ว มีปฎิบัติการอย่างต่อเนื่อง จะมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 1 ล้านคน ด้วยแนวทางที่เหมือนกับเป้าหมายในช่วง 1 ปีแต่ขยายผลในเชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายให้มีความครอบคลุมมากที่สุด รวมถึงขยายความร่วมมือไปในหลายภาคส่วนทั้งระดับพื้นที่และนอกพื้นที่

เป้าหมายระยะยาวที่โครงการนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม

ประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงภัยระดับชุมชน/ตำบล/อำเภอ มีความรู้และขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ในขณะเกิดภัย มีการพัฒนากลไกเชิงระบบในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเกิดอุทกภัยระหว่างภาครัฐส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น วิชาการ และประชาสังคม ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย ที่มีประสิทธิภาพลดความสับสนของข้อมูลและมีเอกภาพของการดำเนินงาน ประชาชนมีช่องทางเข้าถึงได้ง่าย เกิดความร่วมมือของภาคเอกชนและประชาสังคมเข้ามาหนุนเสริมช่องว่างของการจัดการความเสี่ยงในพื้นที่ และขยายผลระดับนโยบายสาธารณะไปสู่ระดับลุ่มน้ำอื่นๆที่มีลักษณะทางกายภาพไม่ต่างกันทั่วประเทศ  

ความสำเร็จของโครงการและวิธีวัดผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงภัยระดับชุมชน/ตำบล/อำเภอ มีความรู้และขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ในขณะเกิดภัย มีการพัฒนากลไกเชิงระบบในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเกิดอุทกภัยระหว่างภาครัฐส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น วิชาการ และประชาสังคม ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย ที่มีประสิทธิภาพลดความสับสนของข้อมูลและมีเอกภาพของการดำเนินงาน ประชาชนมีช่องทางเข้าถึงได้ง่าย เกิดความร่วมมือของภาคเอกชนและประชาสังคมเข้ามาหนุนเสริมช่องว่างของการจัดการความเสี่ยงในพื้นที่ และขยายผลระดับนโยบายสาธารณะไปสู่ระดับลุ่มน้ำอื่นๆที่มีลักษณะทางกายภาพไม่ต่างกันทั่วประเทศ ความสำเร็จของโครงการและความก้าวหน้า 1.ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตลอดลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา/ลุ่มน้ำภูมี/ลุ่มน้ำนาทวี/ลุ่มน้ำเทพา/ลุ่มน้ำคาบสมุทรสทิงพระจำนวน 1,300,000 คน สามารถเข้าถึงระบบการเตือนภัย/กู้ภัย/เยียวยา –พื้นที่เสี่ยงภัยร้อยละ 70 มีกลไกและแผนการรับมือระดับอำเภอ/ตำบล-มีการติดตั้งที่วัดระดับน้ำ/ธงสี/มีการติดตั้ง CCTV ในจุดรวมน้ำสำคัญเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุม -มีการจัดทำแอพพลิเคชั่นการเตือนภัยอุทกภัยผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการเตือนภัยล่วงหน้าในระดับลุ่มน้ำในเรื่องปริมาณน้ำฝนและเส้นทางจราจร -จำนวนครั้งในการเสริมความรู้ความเข้าใจและซักซ้อมแนวปฎิบัติของเครือข่ายผู้ปฎิบัติระดับลุ่มน้ำต่อปี -จำนวนประชาชนกลุ่มต่างๆได้รับความรู้ถึงช่องทางของการเตือนภัยการช่วยเหลือและลักษณะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ –จำนวนพื้นที่ชุมชนที่มีการขยายผลสวนผักคนเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปในเขตเมืองของแต่ละลุ่มน้ำ 2.จัดตั้งกองทุน ACCCRN เพื่อระดมเงินและความช่วยเหลือเพื่อการพึ่งตนเอง 3.มีนโยบายสาธารณะในระดับประเทศเพื่อให้เกิดการขยายผลไปสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ โครงการนี้มีเป้าหมายให้ประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงภัย มีความรู้และขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมกับการพัฒนาเชิงระบบ และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ สามารถวัดความสำเร็จในเชิงปริมาณได้จากจำนวนประชาชนที่สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินหลังเกิดภัยในแต่ละครั้ง รวมถึงจำนวนระบบการรับมืออุทกภัยที่เกิดขึ้นจากเดิมในแต่ละปีรวมถึงจำนวนประชาชนที่สามารถเข้าถึงช่องทางดังกล่าว สามารถวัดผลผ่านจำนวนคนดูในเว็บไซต์ กลุ่ม Line จำนวนเครือข่าย และจำนวนพื้นที่เสี่ยงภัยมีการพัฒนากลไกและแผนการรับมือ และจำนวนพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆที่เกิดการขยายผลระดับนโยบายสาธารณะ และมีการติดตามผลผ่านคณะทำงานกลางที่จะมีการประชุมติดตามความก้าวหน้าสม่ำเสมอทุกเดือน  

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านคนอย่างไรบ้าง

1.คนที่มีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเตือนภัย และการสร้างและพัฒนาแอพลิเคชั่นเพื่อการเตือนภัย 2.ผู้ประสานงานเพื่อระดมทุน ระดมอุปกรณ์ในการช่วยเหลือขณะเกิดภัยและการฟื้นฟูหลังเกิดภัยนอกพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภา

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านเครือข่ายภาคีอย่างไรบ้าง

1.เครือข่ายภาคเอกชนที่สามารถสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการเตือนภัย การกู้ภัย 2.เครือข่ายสื่อสารสาธารณะ เพื่อการเผยแพร่ผลงานและร่วมกันจัดการความรู้ขยายผลไปสู่สังคม

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้อย่างไรบ้าง

1.ความรู้ในการใช้เทคโนโลยี การพัฒนาแอพพลิเคชั่น

โครงการมีความต้องการการสนับสนุนด้านเเหล่งทุนอย่างไรบ้าง

1.เงินทุนสำหรับการดูแลระบบเตือนภัยที่เป็นของภาคประชาชน ร่วมกับภาครัฐ มิใช่ให้ภาครัฐดำเนินการเองซึ่งยังทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพ ปีละ 2 ล้านบาท 2.เงินทุนสำหรับสนับสนุนกิจกรรมการเสริมศักยภาพ การเชื่อมโยงเครือข่ายปีละ 1 ล้านบาท 3,เงินทุนสำหรับสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนปีละ 2 ล้านบาท

รายละเอียดองค์กรที่รับผิดชอบโครงการ

โดยเครือข่ายเมืองในเอเชียเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมืองหาดใหญ่ เป็นคณะทำงาน มีหอการจังหวัดสงขลา เป็นประธานฯ เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นเลขานุการ ตัวแทนภาครัฐ ได้แก่ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๘ สำนักงานชลประทานที่ ๑๖มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตัวแทนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมได้แก่ มูลนิธิชุมชนสงขลา สื่อมวลชน และตัวแทนชุมชน ทั้งนี้มูลนิธิชุมชนสงขลา ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม ดำเนินการร่วมกันในการจัดการความรู้ การพัฒนาเมือง การส่งเสริมสุขภาพ และการพัฒนาคน

เจ้าของโครงการ

นายสมพร สิริโปราณานนท์
เครือข่ายเมืองในเอเซียเพื่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมืองหาดใหญ่ (ACCCRN)
มูลนิธิ

ข้อมูลติดต่อ

lon_gss@hotmail.com
0947894151
http://www.hatyaicityclimate.org/
https://www.facebook.com/hatyaicityclimate?fref=ts

สนับสนุนโครงการนี้

ชื่อ-นามสกุล

เบอร์ติดต่อ

อีเมล

องค์กร/หน่วยงาน

คุณต้องการสนับสนุนเรื่องใด?

 คน/ความรู้ เครือข่าย เงิน/ทรัพยากร

รายละเอียดการสนับสนุน