โครงการสื่อสารความรู้เพื่อสันติภาพชายแดนใต้

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
1

เกี่ยวกับโครงการ

โครงการสื่อสารความรู้เพื่อสันติภาพชายแดนใต้ มุ่งไปที่การสื่อสารความรู้และความพยายามเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้เห็นช่องทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างความหวังต่อการสร้างสันติภาพให้กับภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะคนในที่ต้องเผชิญอยู่กับความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการนำเสนอของสื่อในปัจจุบันมักนำเสนอแต่ข่าวความรุนแรงและการสูญเสีย แต่มองไม่เห็นช่องทางหรือความหวังในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

ปัญหาและที่มา (Why)

1.ความขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,300 คน บาดเจ็บกว่า 11,000 คน จากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่รวมกว่า 14,000 กว่าครั้ง มีผู้ได้รับผลกระทบอีกจำนวนมากมาย รวมทั้งทรัพย์สินเสียหายอีกมหาศาล ยังไม่นับรวมโอกาสและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องสูญเสียไปอีกนับไม่ถ้วน เช่น การลงทุนลดลง เศรษฐกิจย่ำแย่ เกิดความแตกแยกชิงชังระหว่างคนต่างศาสนา รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมีทั้งที่เป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม คนไทยพุทธ เจ้าหน้าที่และประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายตกเป็นเป้าของการใช้ความรุนแรง 2.การแก้ปัญหาส่วนใหญ่มุ่งสู่ใช้กำลังปราบปรามมากกว่าการใช้แนวทางการเมือง เช่น การพูดคุยหรือการดำเนินกระบวนการสันติภาพ ทำให้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่รากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง 3.แม้เริ่มมีการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งและมีกระบวนการสันติภาพระหว่างคู่ขัดแย้งหลักแล้วก็ตาม แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่เข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ไม่ใช้ความรุนแรงและการดำเนินกระบวนการสันติภาพ และมองไม่เห็นความหวังจากการแก้ปัญหาในแนวทางนี้ จึงทำให้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมโดยรวมมากเท่าที่ควร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร 4.การสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้สันติภาพหรือแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงนั้นยังมีน้อย เนื่องจากบางเรื่องเป็นความรู้ที่ซับซ้อน เข้าใจยากและต้องใช้เวลา จึงทำให้มีสื่อที่พยายามสื่อสารในแนวทางนี้อยู่น้อยมาก โดยเฉพาะสื่อกระแสหลัก ซึ่งส่วนใหญ่นำเสนอแต่ข่าวเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้สังคมไทยโดยรวมไม่เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพไปด้วย 5.เนื่องจากคนในพื้นที่ขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรงแห่งนี้ รวมทั้งคนรอบนอกทั้งในและต่างประเทศที่มีส่วนได้เสียกับปัญหาที่เกิดขึ้นต่างก็มีความแตกต่างหลากหลายทางภาษาและชาติพันธ์ โดยเฉพาะในด้านภาษา กล่าวคือมีคนที่ใช้ภาษามลายูและภาษาไทย แต่ยังไม่มีสื่อที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสันติภาพที่เข้าไปถึงทุกกลุ่มเป้าหมายได้ จึงอาจมีส่วนทำให้เกิดมุมมองการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงไม่มากนัก ขณะเดียวกันการสื่อสารข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายต่างๆที่ใช้ภาษาต่างกันก็มีน้อยเช่นกัน จึงทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็นจากอีกฝ่ายหนึ่งน้อยลงไปด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสื่อสารความรู้เกี่ยวกับสันติภาพให้มากขึ้น เพื่อเป็นชี้ให้เห็นช่องทางของการแก้ปัญหาความขัดแย้งใหม่ๆที่ไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งสามารถสร้างความหวังให้กับการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงให้เกิดขึ้น และส่งผลไปถึงการสร้างช่องทางการหนุนเสริมกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ไปด้วย อีกทั้งยังสามารถเป็นบทเรียนให้กับสังคมไทยโดยรวมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและกระบวนการสันติภาพในกรณีความขัดแย้งอื่นด้วย

ทางแก้ปัญหา (How)

แนวทางแก้ปัญหาโดยการมุ่งเน้นการสื่อสารสันติภาพไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักใน 3 ระดับ ทั้งในฐานะเจ้าของประเด็นเนื้อหาสันติภาพและผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารสันติภาพ ได้แก่ 1.ระดับคู่ขัดแย้งหลัก 2.ระดับภาคประชาสังคมและสื่อ และ 3.ระดับภาคประชาชนรากหญ้า 1,ทำความเข้าใจความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพอย่างต่อเนื่องให้กับสังคมโดยผ่านสื่อสารสาธารณะ เนื่องจากความรู้สันติภาพเป็นความรู้ที่ซับซ้อน จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การหนุนเสริมการเปลี่ยนการแก้ปัญหาความแย้งที่ใช้กำลังมาเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการสันติภาพให้มากที่สุด 2.สื่อสารบทเรียนหรือประสบการณ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือกระบวนการสันติภาพจากที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสันติภาพ 3.สื่อสารความรู้/บทเรียน/ความพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากคนในพื้นที่ขัดแย้งเอง รวมทั้งองค์กรต่างๆที่ทำงานด้านสันติภาพ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนพูดคุยประเด็นสันติภาพในวงกว้างมากขึ้น และเพื่อให้เห็นพลวัตรที่เกิดจากความพยายามของคนในที่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 4.ต้องสื่อข้อมูลข่าวสารด้วยภาษาที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งสำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ การสื่อสารสันติภาพด้วยภาษาไทยและภาษามลายู เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารสันติภาพเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ให้มากที่สุด อย่างน้อยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนการใช้ความรุนแรงไปสู่การใช้แนวทางสันติวิธีมากขึ้น

วิธีการทำงาน

การดำเนินโครงการประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1.งานการสื่อสารความรู้สันติภาพ 2.สนับสนุนการจัดเวทีขับเคลื่อนการสื่อสารความรู้สันติภาพ และ 3.งานแปลข้อมูลข่าวสารสันติภาพ 1.งานการสื่อสาร เป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความรู้สันติภาพในรูปแบบของงานสื่อสารมวลชน ซึ่งการนำเสนอนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ กระแสความสนใจและความเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการนำเสนอปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับแนวทางการสร้างสันติภาพเข้าไปด้วย ซึ่งแนวทางการเผยแพร่ในลักษณะนี้ จะมีส่วนทำให้สังคมให้ความสนใจมากกว่าในสถานการณ์ปกติ โดยนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการสัมภาษณ์ การจับประเด็นจากเวทีสาธารณะ และการถอดจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยนำเสนอผ่านช่องทางต่างๆ ที่มีอยู่ ได้แก่ เว็บไซต์ของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ เว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ จดหมายข่าว DSJ News Moniter จดหมายข่าว Patani Mingguan หนังสือพิมพ์ภาษามลายู Sinaran รวมทั้งการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ และการส่งให้เครือข่ายนำไปเผยแพร่ต่อไป โดยผลิตชิ้นงานให้ได้อย่างน้อยเดือนประมาณ 10 ชิ้น 2.สนับสนุนการจัดเวทีขับเคลื่อนการสื่อสารความรู้สันติภาพ โดยการสนับสนุนองค์กรเครือข่ายที่มีกิจกรรมการจัดเวทีสาธารณะอยู่แล้ว เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสันติภาพ ได้แก่ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้, สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์ทรัพยากรธรรมชาติ (PRC) เป็นต้น ซึ่งทางโรงเรียนนักข่าวนักข่าวชายแดนใต้จะได้นำความรู้สันติภาพที่ได้ไปนำเสนอผ่านช่องทางต่างๆต่อไป ซึ่งการสนับสนุนการจัดเวทีดังกล่าว จำเป็นต้องจัดขึ้น 3 ครั้ง คือ 1.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พื้นที่ขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรง 2.ใน จ.สงขลาหรือใกล้เคียงซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกพื้นที่ขัดแย้ง แต่จะมีส่วนสำคัญต่อการหนุนเสริมสันติภาพด้วยเช่นกัน และ 3.ในกรุงเทพมหานครหรือใกล้เคียงซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจรัฐมากที่สุด เพื่อให้การขับเคลื่อนข่าวการสื่อสารความรู้สันติภาพครอบคลุมทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาในพื้นที่ 3.งานแปลข้อมูลข่าวสารสันติภาพจากภาษาไทยเป็นภาษามลายู และจากภาษามลายูเป็นภาษาไทย โดยการแปลชิ้นงานที่โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ผลิตขึ้น รวมทั้งจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้, สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และศูนย์ทรัพยากรธรรมชาติ (PRC) ที่เกี่ยวข้องกับงานความรู้สันติภาพมาแปลและนำเสนอไปด้วย โดยจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เนื่องจากองค์ความรู้บางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงที่ต้องมีความเข้าใจในบริบทต่างๆของเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สถานะและความสำเร็จในปัจจุบัน

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (Deep South Journalism School: DSJ) ก่อตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2553 เป็นโครงการภายใต้ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มีภารกิจหลัก 2 ประการ คือ การจัดอบรมนักข่าวรุ่นใหม่ซึ่งเป็นคนในจังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้การประสานงานของเครือข่ายสื่อประชาสังคมชายแดนใต้ และการผลิตข่าวในประเด็นยุทธศาสตร์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สำหรับการฝึกอบรมนักข่าวรุ่นใหม่นั้น ได้ดำเนินการไปแล้วหลายรุ่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้อบรมไปแล้วรวมกว่า 90 คน หลายคนได้นำความรู้และประสบการที่ได้ไปดำเนินการต่อ เช่น มีการเปิดสำนักข่าวใหม่ รวมทั้งการเขียนงานมานำเสนอเป็นระยะๆ ส่วนการผลิตข่าวในประเด็นยุทธศาสตร์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มี 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.ความยุติธรรม ซึ่งรวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการสูญเสียและผลกระทบตามมากอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอยู่ในพื้นที่ด้วย ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมไปละเมิดสิทธิประชาชน ซึ่งยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังและกลายเป็นเงื่อนไขของความรุนแรงต่อไปไม่รู้จบ ซึ่งผลการนำเสนอข่าวของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ในหลายกรณีนำไปสู่การแก้ปัญหาในเชิงกระบวนการยุติธรรม หรือการค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีปุโละปุโยหรือกรณีทุ่งยางแดง เป็นต้น รวมทั้งการนำเสนอเกี่ยวกับกลไกยุติธรรมทางเลือกเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ด้วย 2.ประเด็นการกระจายอำนาจ โดยพยามนำเสนอช่องทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างการเมืองการปกครองในพื้นที่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการใช้ความรุนแรง โดยเชื่อมโยงกับงานความรู้และบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้งจากที่ต่างๆในโลก และความพยายามจากคนในในการเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ด้วย ซึ่งจุดเริ่มต้นของมีการดำเนินกระบวนการสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2556 ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากการนำเสนอความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ต้องการให้เกิดการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการสันติภาพ กระทั่งรัฐบาลได้กำหนดให้การพูดคุยเพื่อสันติสุขเป็นนโยบายหลักในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยเหตุนี้ทางโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้จึงได้กำหนดให้ประเด็นสันติภาพเป็นประเด็นยุทธศาสตร์หลักในการนำเสนอแทนเรื่องการกระจายอำนาจอย่างเดียว 3.ประเด็นเกี่ยวกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ ซึ่งต้องยอมรับว่าภาคประชาสังคมในพื้นที่มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดกระบวนการสันติภาพหรือความพยายามให้มีการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนในเรื่องกระบวนการสันติภาพโดยตรงหรือประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องภาษา อัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ทรัพยากร สิทธิมนุษยชน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น กรณีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัตลักษณ์ภาษามลายู จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นภาษาของการก่อการร้าย แต่ปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้มีนโยบายในการส่งเสริมสนับสนุนการใช้ภาษามลายูของคนในพื้นที่ควบคู่กับภาษาไทยแล้ว ขณะเดียวกันภาคประชาสังคมเองก็มีส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างระดับนโยบายกับระดับประชาชนรากหญ้าเพื่อให้แนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีกระจายไปยังภาคฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี เป้าหมายเชิงสังคม/การวัดความสำเร็จ 1.เพื่อให้สังคมไทยโดยรวมสนใจและติดตามการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการสันติภาพ รวมไปถึงเข้าใจและหนุนเสริมให้เกิดกระบวนการสันติภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คู่ขัดแย้งหลักมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยกระบวนการสันติภาพต่อไปอย่างยั่งยืน โดยการหนุนเสริมจากมวลชนทุกฝ่าย 2.เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ความรุนแรงไปสู่แนวทางสันติวิธีมากขึ้นจากทุกฝ่ายและทุกระดับ 3.เพื่อสร้างกระแสให้สื่อกระแสหลักสนใจนำเสนอข่าวกระบวนการสันติภาพมากขึ้นจากทุกระดับ ไม่นำเสนอเฉพาะกระบวนการสันติภาพจากระดับคู่ขัดแย้งหลักเท่านั้น 4.เพื่อสร้างความหวังให้กับการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการสันติภาพมากกว่าการใช้กำลังอย่างเดียวจากคู่ขัดแย้งหลักทุกฝ่าย และให้คู่ขัดแย้งหลักทุกฝ่ายมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยกระบวนการสันติภาพต่อไปอย่างยั่งยืน

เป้าหมายของโครงการในช่วง 1 ปี ข้างหน้า

ใน 1 ปี สามารถผลิตชิ้นงานความรู้สันติภาพเพื่อการสื่อสารสันติภาพจำนวน 120 ชิ้น โดยมีผู้คลิกเข้าชมในเว็บไซต์ชิ้นละประมาณ 500 ครั้ง รวมประมาณ 60,000 ครั้ง นอกจากนี้ผลงานบางส่วนที่ได้รับการแปลและนำไปเผยแพร่ในช่องทางอื่นๆ ได้แก่ จดหมายข่าว DSJ News Moniter มีผู้รับ 200 คน ส่วนใหญ่เป็นสื่อ วิทยาชุมชนและภาคประชาสังคม, จดหมายข่าว Patani Mingguan มีผู้รับ 170 คน ส่วนใหญ่เป็นวิทยุชุมชน ภาคประชาสังคมและกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ภาษามลายู และหนังสือพิมพ์ภาษามลายู Sinaran ผู้รับ 700 คน ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนตาดีกา สื่อวิทยุชุมชน ภาคประชาสังคมและกลุ่มเป่าหมายที่ใช้ภาษามลายู เป้าหมายคือ มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเด็นความรู้สันติภาพผ่านสื่อของโครงการอย่างน้อยเดือนละ 10 ชิ้น ทั้งจากการจัดเวทีสาธารณะ จากผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้จากภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องทุกระดับ และมีการนำไปแปลภาษาไทยและภาษามลายู เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น กระจายข้อมูลข่าวสารไปยังเครือข่ายสื่อแขนงต่างๆ และองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการสันติภาพ และมีการเปิดพื้นที่สาธารณะพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นสันติภาพ ทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และส่วนกลาง อย่างน้อย 3 เวที มีการทำงานร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขับเคลื่อนความรู้สันติภาพผ่านการสื่อสาร เช่น ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์ทรัพยากรธรรมชาติ (PRC) เป็นต้น ทั้งยังเป็นการหนุนเสริมองค์กรเหล่านั้นในการขับเคลื่อนความรู้สันติภาพไปด้วย ประเด็นการสื่อสารและการจัดเวทีดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการผลิตและเผยแพร่ความรู้สันติภาพ เพื่อให้องค์กรต่างๆนำไปเป็นบทเรียนหรือประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการทำงานต่อไป ซึ่งจากการสังเกตจำนวนผู้เข้าอ่านงานเกี่ยวกับสันติภาพทางเว็บไซด์พบว่า งานความรู้เกี่ยวกับสันติภาพมักมียอดผู้เข้าชมในจำนวนมากกว่าข่าวทั่วไปอย่างมาก อีกทั้งยังเกิดกิจกรรมต่างๆตามมาด้วย

เป้าหมายของโครงการในช่วง 3 ปี ข้างหน้า

มุ่งให้มีการเปิดพื้นที่สาธารณะที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและกระบวนการสันติภาพในทุกฝ่ายและทุกระดับ โดยมีการพูดถึงปัญหารากเหง้าของปัญหาอย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่การหาทางออกของปัญหาโดยสันติวิธี ไม้ว่าจะเป็นปัญหาความคับข้องใจต่างๆของคนใน ปัญหาสิทธิมนุษยชน ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นต้น เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ของสังคมไทยโดยรวมต่อปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งแนวทางการแก้ปัญหาแบบใหม่ๆที่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาทางทหารและการปราบปรามอย่างเดียว เป็นการสื่อสารเพื่อเปิดพื้นที่สร้างความเข้าใจในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพให้กับทุกกลุ่มทุกฝ่าย และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากที่สุดและเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนำไปสู่การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาชนในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เพราะภาคประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความรุนแรงและมีส่วนได้เสียมากที่สุดกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นต้น

เป้าหมายระยะยาวที่โครงการนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายสูงสุดของโครงการ คือ การให้ฝ่ายต่างๆ ที่มีอาวุธและใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ เปลี่ยนมาใช้วิธี การประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งผ่าน กระบวนการสันติภาพ

ความสำเร็จของโครงการและวิธีวัดผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

วัดผลจากการที่มีกระบวนการดำเนินการแก้ปัญหา ด้วยสันติวิธีอย่างต่อเนื่องจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สถิติ ความรุนแรงในพื้นที่ลดลง มีการพูดคุยถึงรากเหง้า ประเด็นปัญหาความขัดแย้งในวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้ เกิดความรู้ความเข้าใจ อันนำมาซึ่งทางออกในการแก้ไข ความขัดแย้งและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านคนอย่างไรบ้าง

ต้องการนักสื่อสาร/นักข่าว ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารสันติภาพ/วารสารศาสตร์สันติภาพและวารสารศาสตร์สงคราม เข้าใจเรื่องการจัดการความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพ มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษและการแปล ด้านภาษามลายูและการแปล ขณะเดียวกันยังมีความรู้หรือพร้อมที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีภาระหน้าที่ในการ 1.การเขียนข่าวสารสันติภาพ 2.การแปลภาษาอังกฤษ-ไทย 3.การแปลภาษามลายู-ไทย

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านเครือข่ายภาคีอย่างไรบ้าง

ต้องการให้แจ้งเมื่อจากมีการจัดกิจกรรมหรือเวทีสาธารณะหรือเวทีความรู้เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งหรือกระบวนการสันติภาพ เพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับความรู้สันติภาพจากเวทีดังกล่าวด้วย รวมทั้งการให้ความร่วมมือในการให้สัมภาษณ์หรือทำข่าวเกี่ยวกับบทบาทขององค์กรเครือข่ายด้านการจัดการความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพ หรือช่วยติดต่อประสานงาน อำนวยความสะดวกในการติดต่อขอสัมภาษณ์ตัวแทนองค์กรต่างๆเพื่อการสื่อสารสันติภาพ รวมทั้งการจัดล่ามแปลภาษากรณีที่มีการจัดเวทีภาษาต่างประเทศ ตลอดจนการเขียนข่าวหรือบทความที่เกี่ยวข้องมานำเสนอตามช่องทางต่างๆของโครงการ ขณะเดียวกันช่วยส่งตัวแทนหรือติดต่อประสานงานผู้เข้าร่วมกรณีทางโครงการจัดกิจกรรมต่างๆด้วย

โครงการต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้อย่างไรบ้าง

ต้องการให้สนับสนุนความรู้สันติภาพในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความรู้เฉพาะทางหลายอย่างที่เกี่ยวข้องที่ต้องนำมาใช้ประกอบในงานเขียน เช่น ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรมทางเลือก การเมืองระหว่างประเทศ การเมืองการปกครอง ฯลฯ โดยการให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ มาให้ความรู้แก่นักข่าวหรือทีมงานโครงการ เช่นการเปิดห้องเรียนบรรยายหรือการให้โอกาสซักถามเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าว การจัดเอกสารความรู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ การเชิญเข้าร่วมเวทีหรือฟังการบรรยายสาธารณะในหัวข้องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาในกิจกรรมต่างๆของโครงการ เพื่อให้การสื่อสารสันติภาพเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม สามารถสร้างความเข้าใจให้กับสังคมในวงกว้างได้ง่ายและรวดเร็ว

โครงการมีความต้องการการสนับสนุนด้านเเหล่งทุนอย่างไรบ้าง

เงินทุนสนับสนุนสำหรับการดำเนินโครงการในระยะ 1 ปีแรก เป็นเงิน 1,560,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.งานการสื่อสาร ประกอบด้วย ค่าตอบแทนชิ้นงาน, ค่าใช้จ่ายในการผลิตชิ้นงาน, ค่าใช้จ่ายประชุมทีมงาน และค่าวัสดุใช้สอย เป็นเงิน 300,000 บาท 2.สนับสนุนการจัดเวทีขับเคลื่อนการสื่อสารความรู้สันติภาพ รวม 3 ครั้ง ประกอบด้วย ค่าเดินทาง, ค่าตอบแทน, ค่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่าประสานงาน และค่าสถานที่ เป็นเงิน 240,000 บาท 3.งานแปล ประกอบด้วยค่าแปลซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม และค่าตรวจต้นฉบับแปลโดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นเงิน 300,000 บาท 4.ค่าตอบแทนคณะทำงานหลัก 4 คน ประกอบด้วย หัวหน้าโครงการ/บรรณาธิการ 2.ผู้ช่วยหัวหน้าโครงการ /รีไรต์เตอร์ 3.คณะทำงาน/นักข่าว 4.ผู้ประสานงานโครงการ/นักข่าว เป็นเงิน 480,000 บาท 5.งานบริหารจัดการและสำนักงาน ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายด้านการเงินการบัญชี, ค่าเช่าอุปกรณ์สำนักงาน และ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด/วัสดุใช้สอย เป็นเงิน 240,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,560,000 บาท

รายละเอียดองค์กรที่รับผิดชอบโครงการ

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ อยู่ภายใต้ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่อยู่บ้านพักรับรอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่อยู่สำหรับส่งไปรษณีย์ ตู้ ปณ.6 ปณฝ.รูสะมิแล ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94001 ทั้งนี้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานบนพื้นฐานหลัก 3 ประการ คือ งานความรู้ งานสื่อสาร และงานขับเคลื่อนความรู้ โดยมีองค์ประกอบของบุคลากร ประกอบด้วยนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชน ซึ่งโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้รับผิดชอบด้านงานการสื่อสารเป็นหลัก โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ มีภารกิจหลัก 2 ประการ คือ 1.การฝึกอบรมเพื่อผลิตนักข่าวรุ่นใหม่ซึ่งเน้นคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้สามารถสื่อสารเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะความพยายามของคนในเองที่ต้องการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น พร้อมกับการสื่อสารทั้งด้านอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เพื่อสร้างความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายของคนในพื้นที่ซึ่งถือว่าความเข้าใจนี้เป็นพื้นฐานหลักของการสร้างสันติภาพ 2.ผลิตข่าวสารสันติภาพเพื่อให้เห็นช่องทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและกระบวนการสันติภาพ ผลกระทบจากความรุนแรงและแนวทางแก้ปัญหา กระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในพื้นที่ในการสร้างศักยภาพคนในพื้นที่ การพัฒนาและการมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ รวมทั้งด้านอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เพื่อสร้างความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายของคนในพื้นที่ซึ่งถือว่าความเข้าใจนี้เป็นพื้นฐานหลักของการสร้างสันติภาพ

เจ้าของโครงการ

มูฮำหมัด ดือราแม หัวหน้าโครงการฯ 086 – 598 0581 ฮัสซัน โตะดง ผู้ประสานงานโครงการ 087-8993655
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้
องค์กรสื่อสารมวลชนที่อยู่ภายใต้องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา

ข้อมูลติดต่อ

dsj@dsjgroup.org
086 – 598 0581
http://www.deepsouthwatch.org/dsj
https://www.facebook.com/dsj.school?ref=ts&fref=ts

สนับสนุนโครงการนี้

ชื่อ-นามสกุล

เบอร์ติดต่อ

อีเมล

องค์กร/หน่วยงาน

คุณต้องการสนับสนุนเรื่องใด?

 คน/ความรู้ เครือข่าย เงิน/ทรัพยากร

รายละเอียดการสนับสนุน