Deep South Voice for Peace : เสียงสื่อสันติภาพชายแดนใต้

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
_MG_4859

เกี่ยวกับโครงการ

การสื่อสารภาษามลายูเพื่อสร้างสันติภาพชายแดนใต้สู่ภูมิภาคอาเซียนในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยชมรมเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้ (Creative multi-track and multi-language communication for peace and community empowerment in changing era to the deep south Thailand.) โดยใช้สื่อวิทยุชุมชน

ปัญหาและที่มา (Why)

  • จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์เฉพาะด้านอัตลักษณ์ ภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกมลายู (Malay World) ที่มีจำนวนประชากรประมาณ 300 ล้านคนที่มีอัตลักษณ์ด้านภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน นับเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของประชากรอาเซียน 600 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษามลายูนับเป็นภาษาที่มีประชากรใช้มากที่สุดของอาเซียน (อันดับ 9 ของโลก)
  • ความร่วมมือเป็นประชาคมอาเซียนในวันที่ 1 ธันวาคม 2558 จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวาระการเปลี่ยนผ่านด้านสังคม วัฒนธรรมอย่างสำคัญของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาในทุกๆ ด้านที่สอดคล้องกับวาระของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยสำคัญหลายๆ ด้านทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ภูมิภาคนี้นับเป็นประตูสู่โลกมลายูและเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่มีความสำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและในอนาคต ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือปัจจัยด้านวัฒนธรรมที่ภูมิภาคจังหวัดชายแดนภาคใต้มีอัตลักษณ์ร่วมกับโลกมลายูที่จะกลายเป็นอัตลักษณ์ส่วนใหญ่ของประชาคมอาเซียนในอนาคต
  • อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งที่เป็นความอ่อนด้อยและเป็นข้อเสียเปรียบของพื้นที่นี้คือ แม้ว่าที่นี่จะเป็นภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ด้านภาษาเดียวกันกับโลกมลายู แต่เนื่องจากประชากรในพื้นที่เป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศไทยที่ต้องอยู่ภายใต้วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติทำให้อัตลักษณ์ด้านภาษามลายูของพื้นที่นี้มีสถานะเป็นเพียงภาษาถิ่น (dialect) ที่ไม่ได้รับการหนุนเสริมและพัฒนาโดยรัฐ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงภาษามลายูถิ่นของพื้นที่นี้นับเป็นภาษาเดียวกันกับภาษามลายูที่ใช้ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ บรูไน และประเทศอื่นๆ ที่ยังมีกลุ่มคนที่ใช้ภาษามลายู
  • ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นผลพวงให้ประชาชนในพื้นที่นี้แม้สามารถใช้ภาษามลายูถิ่นในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านของการร่วมมือเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ ภาษามลายูจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ภาษามลายูจะกลายเป็นภาษาตลาด (Market Language) หรือเป็นภาษากลางเพื่อการติดต่อสื่อสาร (Lingua franca) อย่างสำคัญในภูมิภาค ทำให้จำเป็นที่จะต้องพัฒนาภาษามลายูในพื้นที่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ในอีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ประทุขึ้นในปี 2547 ผ่านมา 11 ปีแล้ว ยังเป็นความขัดแย้งที่ยึดเยื้อเรื้อรัง ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้พบว่าในระหว่างเดือนมกราคม 2547 – กรกฎาคม 2558 มีข้อมูลเหตุการณ์ทั้งสิ้นประมาณ 15,091 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,460 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 11,730 คน ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนความรุนแรงและความขัดแย้งสะท้อนรากเหง้าของปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์และศาสนา ซึ่งลักษณะของปัญหาดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันอย่างซับ ซ้อนและมีความเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ ในอีกหลายมิติ
  • อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญของสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ การเกิดขึ้นของกระบวนการสันติภาพ โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือการลงนามใน “ฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ” (General Consensus on Peace Dialogue Process) ระหว่างรัฐบาลไทยและขบวนการบีอาร์เอ็น เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย “ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย” โดยที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมให้มาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ในเชิงปรากฏการณ์ นี่คือการปรากฏตัวเป็นครั้งแรกต่อสาธารณะของขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐและต่อกรกับรัฐด้วยแนวทางการใช้ความรุนแรงอย่างแข็งแกร่งและมีเอกภาพมากที่สุดมาเป็นเวลานับ 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา นอกจากนี้ การพูดคุยครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ที่สำคัญของสังคมไทยในทำความรู้จักการแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “กระบวนการสันติภาพ” (peace process) ซึ่งเป็นแนวทางสร้างสันติภาพ (peace building) ที่เปลี่ยนผ่านความขัดแย้งโดยสันติวิธี
  • ในขณะเดียวกันการสื่อสารภาษามลายูกลับเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่พื้นที่สื่อสาธารณะโดยวิทยุชุมชนมีแนวโน้มหดตัวลง คือ จากการสำรวจของแผนงานวิทยุเพื่อสันติภาพ โดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DS-Radio4PEACE) พบว่าภายหลังจากการประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่ระงับการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชน ทั่วประเทศ โดยวางข้อกำหนดการออกอากาศใหม่ โดยจะต้องยืนต่อคณะกรรมการฯ (กสทช.) ตามข้อบังคับใหม่ ทำให้แต่เดิมที่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เคยมีสถานีวิทยุชุมชน จำนวน 65 สถานี ต้องปิดตัวลงทั้งหมด อย่างก็ตามด้วยเห็นว่าวิทยุชมชนมีความสำคัญต่อชุมชนมุสลิมโดยเฉพาะรายการวิทยุภาษามลายูทำให้กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุชุมชนต่างๆ พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะสามารถเปิดสถานีวิทยุชุมชนให้ได้กระทั่งปัจจุบันมีสถานวิทยุชุมชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถดำเนินการอออกอากาศได้ถึง 13 สถานีเท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 23.63 จากที่มีอยู่เดิม โดยในจังหวัดปัตตานีเดิมสามารถออกอากาศ 21 สถานี เหลือออกอากาศได้เพียง 3 สถานี ในจังหวัดยะลาเดิมสามารถออกอากาศ 22 สถานี เหลือออกอากาศได้เพียง 5 สถานี ในจังหวัดนราธิวาสเดิมสามารถออกอากาศ 12 สถานี เหลือออกอากาศได้เพียง 5 สถานี ซึ่งความพยายามนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารภาษามลายูอย่างเห็นได้ชัด

ทางแก้ปัญหา (How)

ทางแก้ปัญหาการพัฒนาภาษามลายูเพื่อการเข้าสู่ความร่วมมือเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ในด้านหนึ่งได้เกิดการตื่นตัวของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากต่อความสนใจในภาษามลายู โดยจะเห็นได้ว่าสาขาวิชาภาษามลายูในสถาบันการศึกษาทั้งในพื้นที่และในภูมิภาคอื่นของประเทศได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในเกิดการตื่นตัวด้วยการไปศึกษาต่อด้านภาษามลายูในต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นปรากฏการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างสำคัญ ในอีกด้านหนึ่ง การแก้ปัญหาสามารถกระทำโดยการหนุนเสริมและพัฒนาด้านการสื่อสารภาษามลายูในพื้นที่อย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนได้อีกทางหนึ่ง กระทำโดยการเสริมสร้างศักยภาพ (Empower) กระบวนการสื่อสารภาษามลายู บุคลากรและนักการสื่อสารภาษามลายูในพื้นที่ สร้างและพัฒนาสื่อภาษามลายูให้มีความหลากหลาย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนกลไกทางสังคมวัฒนธรรมให้สอดรับกับสภาวะการเปลี่ยนผ่าน (Mobilized) ที่จะเสริมสร้างและพัฒนาภาษามลายูสู่โลกของความร่วมมือระดับภูมิภาพอย่างยั่งยืน

วิธีการทำงาน

  1. การเสริมสร้างศักยภาพ (Empower)นักการสื่อสารภาษามลายูในพื้นที่โดยเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้มีสมาชิกประมาณ 100 คนกระจายทำหน้าที่นักการสื่อสารสาธารณะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระบวนการพัฒนาใน 3 ประเด็น คือ
    • การเสริมสร้างศักยภาพด้านความรู้ (Knowledge)โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าประชาคมอาเซียนทั้งกรอบความร่วมมือของประชาคมอาเซียน ความรู้พื้นฐานด้านสังคมเศรษฐกิจ ความหลากหลานทางวัฒนธรรมเป็นต้นซึ่งความรู้เหล่านี้จะถูกถ่ายทอดผ่านการสื่อสารสาธารณะโดยการปฏิบัติหน้าที่ของเครือข่ายโฆษก
    • พัฒนาด้านภาษามลายูเพื่อการสื่อสารเพื่อให้เครือข่ายโฆษกรมีทักษะด้านภาษามลายูที่เพียงพอต่อการให้ความรู้สร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • พัฒนาด้านทักษะการสื่อสาร เพื่อให้บุคลากรและนักสื่อสารสามารถปฏิบัติการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนสังคมไปสู่การเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น
  2. หนุนเสริมงานการสื่อสารภาษามลายูอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์โดยใช้สื่อหลากหลายรูปแบบที่สอดคล้องกับวาระการเปลี่ยนผ่านและสภาพทางสังคมวัฒนธรรมของพื้นที่ คือ
    • รายการวิทยุภาษามลายู โดยในขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานีวิทยุที่ออกอากาศด้วยภาษามลาย 24 ชั่วโมง จำนวน 2 สถานี สถานีวิทยุชุมชนที่ออกอากาศด้วยภาษามลายูเป็นส่วนใหญ่ 5 สถานีและสถานีวิทยุของรัฐทุกสถานีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนมีรายการที่ออกอากาศด้วยภาษามลายูทั้งสิ้น
    • การจัดเวทีมหกรรมเครือข่ายโฆษกภาษามลายูพบประชาชนเพื่อส่งต่อภารกิจให้กับคนรุ่นต่อไปที่สนใจกระบวนการสื่อสารสาธารณะ ทั้งนี้เนื่องจากโฆษกภาษามลายูจำนวนหนึ่งที่ทำหน้าที่มาอย่างยาวนานหรือที่มีทักษะเฉพาะตัวที่โดดเด่นได้กลายเป็นที่ชื่นชอบและมีผู้ติดตามผลงานเป็นจำนวนมาก การพบปะกับคนฟัง (Fan Club)จะเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาด้านการสื่อสารในระดับมวลชน (Mass)
    • การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายู สื่อ 2 ภาษาเพื่อการสื่อสารหลากหลายช่องทางทั้งนี้การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์จะเป็นการหนุนเสริมการสื่อสารภาษามลายูมาตรฐาน (Standard Malay Language)ซึ่งจะตอบสนองด้านการสื่อสารในระดับภูมิภาคอาเซียน
    • การจัดทำเว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อกลางสำหรับสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้กิจกรรมต่างๆของเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางในทุกระดับชั้นของสังคม
  3. หนุนเสริมการขับเคลื่อนองค์กรด้านการสื่อสารเพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือทั้งในพื้นที่และในภูมิภาคอาเซียนเพื่อหนุนเสริมและเสริมสร้างการแข่งขันเพื่อการพัฒนาตนเองโดยเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้จะต้องทำหน้าที่เป็นเป็นตัวประสานเครือข่ายสื่อต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรวิชาชีพต่อไป
 

สถานะและความสำเร็จในปัจจุบัน

สถานะของการสื่อสารสาธารณะด้วยภาษามลายูโดยช่องทางการสื่อสารมวลชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันมีการตื่นตัวและได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อเกิดการเจรจาสันติภาพระหว่างรับบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือขบวนการก่อความไม่สงบซึ่งเป็นตัวละครสำคัญของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมา ข้อเรียกร้องของกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์มลายูทำให้ทั้งประชาชนในพื้นที่และรัฐบาลต่างให้ความสนใจและหนุนเสริมภาษามลายูอย่างจริงจังทั้งนี้การส่งเสริมภาษามลายูนับเป็นปัจจัยหนึ่งของกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งนี้ด้วย ในด้านความสำเร็จ ขณะนี้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานีวิทยุที่ออกอากาศด้วยภาษามลาย 24 ชั่วโมง จำนวน 2 สถานี คือ สถานีวิทยุซัวรอกีตอ ในสังกัดศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ภาคภาษามลายู 24 จังหวัดยะลา นอกจากนี้ยังมีสถานีวิทยุชุมชนที่ออกอากาศด้วยภาษามลายูอีกจำนวนหนึ่งคือ สถานีวิทยุ OK สเตชั่น อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี สถานีวิทยุอิสรอฟเรดิโอ อ.รามัน จ.ปัตตานี สถานีวิทยุอิฮยาเรดีโอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส สถานีวิทยุอัตตัรเรดิโอ อ.เมือง จ.นราธิวาส สถานีวิทยุซูงาฆอเลาะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยสถานีเหล่านี้ออกอากาศประมาณ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งการออกอากาศของสถานีวิทยุดังกล่าวทั้งหมดจะมีเครือข่ายโฆษกภาษามลายูทำหน้าที่ดำเนินรายการมากกว่าร้อยคน ในสถานการณ์ความขัดแย้งกรณีความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งหนึ่งภาษามลายูถูกขนานนามว่าเป็นภาษาของการก่อการร้าย แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ภาษามลายูได้กลักลายเป็นเงื่อนไขของการสร้างสันติภาพในพื้นที่ และแน่นอนที่สุดในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาคมอาเซียน ภาษามลายูจะเป็นโอกาสและเป็นกลไกสู่ความสำเร็จในการแข่งขันด้านการพัฒนาในประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ การหนุนเสริมและพัฒนาภาษามลายูจะเป็นเงื่อนไขสู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมเพื่อความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของจังหวัดชายแดนภาคใต้และประเทศไทยอย่างแน่นอน

เป้าหมายของโครงการในช่วง 1 ปี ข้างหน้า

ในช่วง 1 ปีข้างหน้า การดำเนินโครงการจะสามารถพัฒนาและสร้างความพร้อมให้กับเครือข่ายโฆษกภาษามลายูจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนกว่า 100 คนให้สามารถรู้เท่าทันและพร้อมสำหรับระยะการเปลี่ยนผ่านเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมในพื้นที่และภูมิภาคสู่การขับเคลื่อนเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนได้อย่างมั่นคง ด้วยความพร้อมของทักษะด้านความรู้ ภาษา และทักษะด้านการสื่อสารสาธารณะ

เป้าหมายของโครงการในช่วง 3 ปี ข้างหน้า

ในระยะ 3 ปีของการดำเนินโครงการ คาดว่าเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้จะสามารถเป็นต้นแบบ (Role Model) ของนักการสื่อสารสาธารณะให้กับคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวเดินสู่แนวทางนักสื่อสารสาธารณะด้านภาษามลายูที่ไร้พรมแดน ก้าวสู่ปฏิบัติการสื่อสารในระดับภูมิภาคของโลกมลายู (Malay World) และประชาคมอาเซียน

เป้าหมายระยะยาวที่โครงการนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายระยะยาวของการดำเนินโครงการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านการพัฒนาภาษามลายูจากภาษาถิ่น (Dialect) สู่การใช้ภาษามลายูมาตรฐาน (Malay Standard) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสื่อสารสาธารณะซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาช่องทางการสื่อสาร (Channel) ในระดับภูมิภาคด้วย อันจะส่งผลให้คนรุ่นใหม่ที่เรียนภาษาโดยตรงสามารถสานต่องานด้านการสื่อสารอย่างต่อเนื่องได้และยังเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมของภูมิภาคจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกบบริบทพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางสังคมวัฒนธรรมมลายูร่วมอันเป็นอัตลักษณ์ส่วนใหญ่ของประชาคมอาเซียน

ความสำเร็จของโครงการและวิธีวัดผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

โครงการนี้มีเป้าหมายสูงสุดคือการสื่อสารเรื่องราวของอัตลักษณ์ของพื้นที่รวมทั้งกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่สู่ประชาคมอาเซียนผ่านการสื่อสารภาษามลายู โดยความก้าวหน้าและความสำเร็จของโครงการคือ กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการสามารถสื่อสารภาษามลายูมาตรฐานอันเป็นเป้าหมายการสื่อสารสู่ภูมิภาคอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โครงการมีความต้องการการสนับสนุนด้านเเหล่งทุนอย่างไรบ้าง

กิจกรรมและการดำเนินโครงการระยะเวลา 1 ปี ต้องการงบประมาณสนับสนุนจำนวน 1,525,000 บาท ดังรายละเอียด

  1. กิจกรรมการเสริมสร้างศักยภาพ (Empower) บุคคลและนักการสื่อสารภาษามลายู
    • จัดการอบรมเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพด้านความรู้ (Knowledge)เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ครั้ง งบประมาณ 210,000 บาท · ผู้เข้าร่วมจำนวน 50 คน · วิทยากร 2 คน
    • จัดการอบรมด้านการพัฒนาภาษามลายูเพื่อการสื่อสาร เพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษามลายูโดยนักวิชาการด้านภาษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร จำนวน 2 ครั้ง งบประมาณ 230,000 บาท · ผู้เข้าร่วม 50 คน · วิทยากร 3 คน
    • กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านทักษะการสื่อสารเพื่อให้สามารถปฏิบัติการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1 ครั้ง งบประมาณ 115,000 บาท · ผู้เข้าร่วม 50 คน · วิทยากร 3 คน
  2. กิจกรรมหนุนเสริมงานการสื่อสารสาธารณะภาษามลายู
    • กิจกรรมผลิตรายการวิทยุภาษามลายูตามสถานีวิทยุของรัฐและวิทยุชุมชนในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ (ไม่งบประมาณเนื่องจากสมาชิกเครือข่ายโฆษกภาษามลายูที่ปฏิบัติหน้าที่ล้วนเป็นภาระงานในหน้าที่ตามต้นสังกัด หรือได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานอยู่แล้ว)
    • กิจกรรมการจัดเวทีมหกรรมเครือข่ายโฆษกภาษามลายูพบประชาชน โดยจัดกิจกรรมตามรายจังหวัด 3 จังหวัดๆ ละ 3 ครั้ง คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมจำนวน 9 ครั้ง (ใช้งบประมาณครั้งละ 27,000 บาท) รวมงบประมาณ 247,000 บาท
      • ค่าเช่ารถตู้ 2 คัน 6000 บาท (ทีมงาน 20 คน)
      • ค่าอาหารทีมงานและผู้เข้าร่วมกิจกรรม 8000 บาท (100 คน)
      • ค่าบริหารจัดการและของแจก 15000 บาท
    • กิจกรรมผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายู สื่อ 2 ภาษาเพื่อการสื่อสารภาษามลายูหลากหลายช่องทางโดยกรรมการเครือข่ายทำหน้าที่เป็นกองบรรณาธิการ ออกราย 2 เดือน จำนวน 6 ฉบับ ตีพิมพ์ฉบับละ 1,000 เล่ม เป็นงบประมาณ 313,000 บาท
      • ค่าพิมพ์ 30000 บาท · ค่าต้นฉบับ 30000 บาท
      • ค่าออกแบบ ผลิต จัดส่ง 13000 บาท
    • การจัดทำเว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อกลางสำหรับสื่อสังคมออนไลน์โดยมีผู้ดูแลเว็บไซต์ (Web Admin) ที่ทำงานเต็มเวลาระยะเวลา 1 ปี งบประมาณ 120,000 บาท
  3. กิจกรรมหนุนเสริมการขับเคลื่อนองค์กรเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรวิชาชีพต่อไป
    • การศึกษาดูงานและการร่วมเวทีวิชาการทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติของเครือข่ายโฆษกโดยร่วมกับสถาบันในพื้นที่ เช่น สถาบันอุดมศึกษา สถาบันภาษามลายูไทยแลนด์ ศอ.บต. สถาบันภาษามลายูในประเทศอาเซียนงบประมาณ 100000 บาท
    • การบริหารจัดการโครงการ (Admin) ระยะเวลา 1 ปี งบประมาณ 300000 บาท
      • ค่าตอบแทนหัวหน้าโครงการ 10000 บาท/เดือน
      • ค่าตอบแทนคณะทำงาน 3 คนๆ ละ 5000 บาท/เดือ
 

รายละเอียดองค์กรที่รับผิดชอบโครงการ

ชมรมเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้ เป็นเครือข่ายบุคลากรที่ทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ ทั้งนักจัดรายการวิทยุ ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ โฆษกชาวบ้าน โฆษกมาแกปูโละ (โฆษกในงานเลี้ยงแต่งงาน) ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แม้จะมีเครือข่ายอย่างไม่เป็นทางการ เป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงและเครือข่ายการทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะร่วมกันแต่ยังไม่ได้จัดตั้งองค์กรเครือข่ายอย่างเป็นทางการมาก่อน ด้วยความประสงค์และการดำเนินการของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จึงได้มีการจัดตั้งองค์กรเครือข่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2558 โดยมีนายสะรอนี ดือเระ เป็นประธานเครือข่ายพร้อมคณะทำงานจำนวน 11 คน

เจ้าของโครงการ

นายสะรอนี ดือเระ
ชมรมเครือข่ายโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้
ชมรมเครือข่ายภาคประชาชน

ข้อมูลติดต่อ

saronee.d@dsjgroup.org
081 6087619
http://
https://www.facebook.com/

สนับสนุนโครงการนี้

ชื่อ-นามสกุล

เบอร์ติดต่อ

อีเมล

องค์กร/หน่วยงาน

คุณต้องการสนับสนุนเรื่องใด?

 คน/ความรู้ เครือข่าย เงิน/ทรัพยากร

รายละเอียดการสนับสนุน